Home ทิศทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทย คาดส่งออกไทยได้อานิสงส์”ระยะสั้น” จากสงครามการค้าสงบ90วัน

คาดส่งออกไทยได้อานิสงส์”ระยะสั้น” จากสงครามการค้าสงบ90วัน

426
0
SHARE
สงครามการค้า

หลังจากการเจรจาระหว่างผู้นำประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกอันดับ 1-2 เพื่อระงับความขัดแย้งทางการค้า ทำให้ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกขานรับไปในทางที่ดีขึ้น แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเป็นผลดีในระยะสั้น โดยเฉพาะการส่งออกไทย ยังต้องติดการเจาจาในช่วง 90 วันจากนี้ไป 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ได้ตกลงระงับการเก็บภาษีสินค้านำเข้าเพิ่มเติมระหว่างกันเป็นระยะเวลา 90 วัน เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาเพื่อยุติสงครามการค้า โดยทรัมป์ตกลงที่จะเลื่อนการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ จากวันที่ 1 มกราคม 2562 ไปเป็นวันที่ 1 มีนาคม 2562 

ในขณะที่จีนตกลงที่จะนาเข้าสินค้าจากสหรัฐฯมากขึ้นเพื่อลดความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ผู้นำทั้งสองประเทศยังให้คำมั่นที่จะเริ่มเจรจาเรื่องการส่งผ่านเทคโนโลยีและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา 

การตกลงครั้งนี้ส่งสัญญาณที่ดีว่าทั้งสองประเทศมีแนวโน้มที่จะประนีประนอมกันมากขึ้น ซึ่งช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าโลกได้อย่างน้อยในระยะสั้นและส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย 

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่ามีความเสี่ยงค่อนข้างมากที่การเจรจาจะไม่บรรลุผลและจีนจะไม่สามารถทำตามเงื่อนไขต่างๆ ได้ทั้งหมด ภายในวันที่ 1 มีนาคม 2562 ส่งผลให้สหรัฐฯอาจจะยังคงขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 10% เป็น 25% ซึ่งจะส่งผลให้สงครามการค้ายืดเยื้อต่อไปในระยะยาว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงประมาณการณ์ผลกระทบต่อการส่งออกไทยที่กรอบ 3,100-4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่มีแนวโน้มที่จะเข้าใกล้กรอบ 3,100 มากขึ้น เนื่องจากการความตึงเครียดทางการค้าที่ผ่อนคลายลงจากท่าทีประนีประนอมของทั้งสองประเทศ 

จากการประชุมนอกรอบการประชุม G20 ที่กรุงบัวโนสไอเรส ของอาร์เจนติน่าเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ได้ตกลงระงับการเก็บภาษีสินค้านำเข้าของแต่ละฝ่ายเพิ่มเติมเป็นระยะเวลา 90 วัน หลังจากการประชุมเพื่อเปิดทางสู่การเจรจาเพื่อยุติสงครามการค้า

ประธานาธิบดีทรัมป์ตกลงที่จะเลื่อนการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 10% เป็น 25% ในวันที่ 1 มกราคม 2562 นี้ออกไปอีก 60 วัน เป็นวันที่ 1 มีนาคม 2562 ในขณะที่จีนตกลงที่จะซื้อสินค้าเกษตร พลังงาน และอุตสาหกรรมจานวนมากจากสหรัฐฯ เพื่อลดความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งทางจีนได้ตกลงจะเริ่มซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯทันที

อย่างไรตาม ยังไม่ได้มีการระบุปริมาณการนำเข้าและประเภทสินค้าอย่างแน่ชัดจากการประชุมในครั้งนี้

นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศยังให้คำมั่นที่จะเริ่มเจรจาด้านการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเกี่ยวกับเรื่องการบังคับการส่งผ่านเทคโนโลยี การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี การบุกรุกและ ขโมยทางไซเบอร์ ซึ่งทรัมป์ต้องการที่จะขจัดการส่งผ่านเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไม่เป็นธรรมจากสหรัฐฯไปจีน 

การตกลงครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่าทั้งสองประเทศมีแนวโน้มที่จะประนีประนอมกันมากขึ้นและอาจมีการตกลงที่จะยุติสงครามการค้าในอนาคต ซึ่งช่วยคลี่คลายความตึงเครียดของการค้าโลกอย่างน้อยในระยะสั้นและส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย

อย่างไรก็ดี แม้ว่าทั้งสองประเทศตกลงที่จะพยามบรรลุตามข้อตกลงให้ได้ภายใน 90 วันข้างหน้า แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทางจีนจะสามารถทำตามข้อตกลงได้ทั้งหมดหรือไม่ และสหรัฐฯจะเข้มงวดกับเงื่อนไขต่างๆ มากน้อยเพียงใด

ดังนั้นสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าผลลัพธ์หลังจากวันที่ 1 มีนาคม 2562 อาจออกมาได้ 3 กรณีดังต่อไปนี้ 

1. สหรัฐฯจะยังคงขึ้นภาษีนำเข้าจาก 10% เป็น 25% ในสินค้าจีนมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ ตามที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้า หากจีนไม่สามารถทำตามข้อตกลงและเป็นที่น่าพอใจได้ภายใน 90 วัน หากกรณีนี้เกิดขึ้นสงครามการค้ามีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อต่อไปในระยะยาวและอาจฉุดรั้งการค้าโลกในอนาคตข้างหน้า 

2. สหรัฐฯไม่ขึ้นภาษีนาเข้าสินค้าจีนเป็น 25% แต่ยังคงภาษีนำเข้าที่อัตรา 10% ซึ่งเริ่มเก็บในเดือนกันยายนที่ผ่านมา หากจีนสามารถทำตามที่ตกลงไว้และเป็นที่น่าพอใจ กรณีนี้ แม้ผลลัพธ์จะไม่ต่างจากก่อนหน้าการประชุม แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่าทั้งสองฝ่ายประนีประนอมกันมากขึ้น

3. สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าสินค้าจีนจาก 10% เป็นอัตรา Most-favored nation (MFN) ดังเช่นก่อนทรัมป์ เริ่มสงครามการค้า กรณีนี้ ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในระยะสั้นและอาจต้องมีการเจรจาตกลงกันหลายรอบ ซึ่งสหรัฐฯ น่าจะเพิ่มเงื่อนไขในภายหลังสำหรับการลดภาษี ส่งผลให้อาจใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี ใน การที่จะกลับไปเก็บภาษีในอัตราเดิม 

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่ามีความเสี่ยงค่อนข้างมากที่การเจรจาจะไม่สำเร็จภายใน 90 วัน เนื่องจากเป็นระยะเวลาค่อนข้างสั้น อีกทั้งการแก้ไขเรื่องการบังคับบริษัทสหรัฐฯถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยัง ผู้ผลิตจีนและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญานั้นมีความซับซ้อนและไม่น่าสาเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น

ดังนั้น มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่สหรัฐฯจะยังคงขึ้นภาษีนำเข้าจาก 10% เป็น 25% ในวันที่1 มีนาคม 2562 ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการณ์ผลกระทบต่อการส่งออกไทยที่กรอบเดิม โดยมีมูลค่า 3,100-4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2562 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.6-0.9 ของ GDP ไทย

อย่างไรก็ดี สหรัฐฯมีแนวโน้มที่จะระงับการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มเติมในมูลค่า 2.67 แสนล้านดอลลาร์ สหรัฐฯตามที่สหรัฐฯเคยข่มขู่ไว้ก่อนหน้า ซึ่งครอบคลุมสินค้าหลักทุกชนิดที่จีนส่งออกไปยังสหรัฐฯ รวมถึง สินค้าอุปโภคบริโภคที่ไทยเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทาน

ในขณะที่จีนมีท่าทีที่จะประนีประนอมและทำตามที่สหรัฐฯต้องการมากขึ้น อีกทั้งจีนจะมีการประชุม 2 สภา และการแถลงเป้าเศรษฐกิจประจำปีในเดือนมีนาคมปีหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้จีนเร่งปรับเปลี่ยนนโยบายภายในประเทศและทำตามที่สหรัฐฯเรียกร้องมากขึ้นเพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้า

ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าโลก และส่งผลให้ผลกระทบต่อการส่งออกไทยมีแนวโน้มที่จะจำกัดอยู่ในกรอบล่างที่ 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ