Home ทิศทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจโลก สงครามการค้าส่อลากยาว เมื่อทรัมป์ตั้งคนต่อต้านจีนนำทีมเจรจา

สงครามการค้าส่อลากยาว เมื่อทรัมป์ตั้งคนต่อต้านจีนนำทีมเจรจา

1032
0
SHARE
โดนัด์ ทรัมป์

เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดไพ่หัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ส่งโรเบิร์ต ไลท์ไธเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ USTR ซึ่งอยู่ในกลุ่มต่อต้านการค้าจีน เนื่องจากเคยคัดค้านการที่รัฐบาลกรุงปักกิ่งยื่นเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) รวมทั้งได้พิจารณามาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในช่วงที่ผ่านมาอีกด้วย

ขณะเดียวกันผู้นำสหรัฐได้กดดันจีนให้ดำเนินการเปิดเจรจาการค้า ตามที่ได้ตกลงกันในการหารือร่วมกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ช่วงนอกรอบการประชุมสุดยอดกลุ่ม G-20 ที่อาร์เจนตินา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

โรเบิร์ต ไลท์ไธเซอร์ ในวัย 71 ปี ยังเคยเป็นทนายความให้กับธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งเป็นที่รับรู้กันดีว่า ครั้งหนึ่งภาคอุตสาหกรรมเหล็กสหรัฐต้องเผชิญหน้ากับปัญหาการดัมพ์เหล็กจากจีนมาแล้ว

ดังนั้น การแต่งตั้ง โรเบิร์ต ไลท์ไธเซอร์ เป็นหัวหน้าทีมเจรจาการค้ากับจีน จึงสร้างความประหลาดใจให้กับจีน เพราะแทนที่จะเป็นการแต่งตั้งสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ซึ่งใช้ท่าทีการเจรจาเป็นสายกลางมากกว่า แต่ประธานาธิบดีทรัมป์กลับเลือกสายที่แข็งกร้าวมาเจรจาแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางการค้าของ 2 ประเทศที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

ในที่สุดการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐนี้อาจจะนำมาซึ่งความล้มเหลวในการเจรจาการค้ากับจีน หลังจากที่เพิ่งจะมีข้อตกลงระหว่างการรับประทานอาหารมื้อค่ำนอกรอบการประชุมสุดยอด G-20 ที่กรุงบัวโนสไอเรส ของอาร์เจนตินา เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม ที่กำหนดให้เลื่อนการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนจาก 10% เป็น 25% เป็นมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 1 มกราคม 2019 ออกไป เพื่อเปิดทางให้มีการเจรจาการค้าเป็นเวลา 90 วัน

แถลงการณ์ของทำเนียบขาวบอกว่าการเจรจาจะเริ่มนับจากวันที่ 1 ธันวาคม 2018 แต่แลรี คุดโลว์ ประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบบอกกับผู้สื่อข่าวว่า การเจรจาจะเริ่มต้นในวันที่ 1 มกราคม 2019

กรอบของการเจรจาที่สหรัฐวางไว้คือ การเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่ลดต่ำลงถึง 40% ให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ จนอาจลดลงเหลือ 0% และมาตรการปกป้องการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งมาตรการที่กดดันให้สหรัฐต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี 

ทั้งนี้ ทางการจีนเสนอแนะว่า จะมีการซื้อสินค้าเป็นมูลค่ามากถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่สตีเวน มนูชิน และแลรี คุดโลว์  มองว่าเป็นตัวเลขที่กระจายกว้างที่จะเป็นปริมาณอ้างอิงที่ภาคเอกชนจีนในการซื้อสินค้าจากสหรัฐตามภาวะของตลาด โดยที่ทางฝ่ายจีนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับข้อตกลงในการเจรจาการค้าที่จะเกิดขึ้นต่อไป

ล่าสุด รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดเผยว่า ทางการจีนได้ตกลงที่จะเลิกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐ  โดยแผนการดังกล่าวยังต้องนำไปเจรจาต่อไป โดยคาดว่าจะเริ่มต้นด้วยการปรับลดการเก็บภาษีก่อน จากนั้นจึงกำหนดว่าจะลดถึงระดับใด นอกจากนี้ ทั้ง 2 ผู้นำยังได้หารือเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และเลิกข้อจำกัดที่บังคับการร่วมลงทุน รวมถึงการไม่กดค่าเงินหยวนเพื่อเอาเปรียบสหรัฐ

ความเคลื่อนไหวในเชิงผ่อนคลายลงของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน เพื่อเปิดทางเจรจาระะยะ 90 วันนั้น ได้ส่งผลต่อตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในทิศทางบวก โดยที่ดาวโจนส์ปิดวันจันทร์ที่ 25,826 พุ่งขึ้น 287.97 จุด หรือ 1.13% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,790 เพิ่มขึ้น 30.20 จุด หรือ 1.09% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,441 พุ่งขึ้น 110.98 จุด หรือ 1.51%

แต่ดัชนีหุ้นวอลล์สตรีมล่วงหน้า เปิดซื้อขายเช้าวันอังคารในแดนลบทั้ง Dow Futures ร่วงลง 0.58% ดัชนี S&P Futures ลดลง 0.57%และดัชนี Nasdaq Futures ร่วงลง 0.74%

แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่อการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศว่าจะได้ข้อยุติโดยเร็ว