Home คอลัมนิสต์ วัชรา จรูญสันติกุล สงครามการค้าลาม ตลาด”หุ้น-เงิน”ทั่วโลกป่วน

สงครามการค้าลาม ตลาด”หุ้น-เงิน”ทั่วโลกป่วน

626
0
SHARE
หุ้นร่วง

ตลาดการเงินโลกผันผวนรุนแรง เหตุสงครามการค้าสหรัฐและจีนตึงเครียดหนัก ส่งผลเงินหยวนของจีนร่วงหลุดระดับ 7 หยวนต่อดอลลาร์ในตลาดออฟชอร์ที่ฮ่องกง แตะ 7.1087 หยวน ซึ่งเป็นการร่วงลงถึง 1.9% ในช่วงเช้าวันจันทร์ ถือเป็การตกต่ำมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2010

ขณะที่อัตราผลตอบแทนบอนด์รัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีร่วงลงต่ำสุดแตะ 1.773% ในวันนี้ กดดันธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ปรับลดดอกเบี้ยลงอีกในเดือนกันยายนนี้ โดยเป็นการตกต่ำลงเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนอ้างอิงที่ระดับ 1.81% ซึ่งเป็นอัตราต่ำที่สุดนับจากเดือนพฤศจิกายน 2016 

ท่ามกลางความปั่นป่วนในฮ่องกง โดยที่การชุมนุมประท้วงพยายาม ที่จะ Shutdown เมืองจากการที่ผู้ประท้วงบุกเข้าขวางรถไฟใต้ดิน และทำให้การสัญจรเป็นอัมพาตในชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งส่งผลให้มีการยกเลิกเที่ยวบินนับ 100 เที่ยว โดยเฉพาะตลาดหุ้นฮ่องกงที่ดิ่งลงมากกว่า 800 จุดหรือเกือบ 3% ก่อนปิดภาคเช้าดิ่งลง 747 จุดหรือ 2,73%

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุในทวิตเตอร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า การเจรจาข้อตกลงการค้ากับจีนกำลังไปได้ด้วยดี ซึ่งขณะนี้มีอีกหลายประเทศที่ต้องการจะเจรจาข้อตกลงการค้าใหม่ เพราะไม่ต้องการถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นอีก 10% เป็นมูลค่า 300.000 ล้านดอลลาร์ ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กันยายนนี้

นอกจากนี้ จีนยังต้องจ่ายเงินให้สหรัฐหลายหมื่นล้านดอลลาร์ จากการที่จีนมีการลดค่าเงินและอัดฉีดเงินเข้าระบบเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าผู้เชี่ยวชาญได้มองว่าชาวอเมริกันจะเป็นผู้แบกรับภาระครั้งนี้ ก็ตาม 

ทางด้านจีนขู่ใช้มาตรการตอบโต้สหรัฐเท่าที่จำเป็น จากการยืนยันของชาง จุน เอกอัครราชทูตจีนคนใหม่ประจำสหประชาชาติ (UN) เพื่อปกป้องสิทธิของจีน เพราะสหรัฐได้กระทำในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลและไม่รับผิดชอบต่อการเรียกเก็บภาษีนำเข้า 10% จากสินค้าจีนมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ และจุดยืนของจีนมีความชัดเจน ซึ่งหากสหรัฐต้องการเจรจา จีนก็จะเจรจา แต่ถ้าสหรัฐต้องการต่อสู้  จีนก็จะต่อสู้ โดยล่าสุด มีรายงานของบลูมเบิร์กว่า ทางการจีนได้สั่งให้บริษัทของรัฐบาลระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐ 

ส่วนแลร์รี่ คุดโลว์ ประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาว ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะไม่ชะลอหรือระงับการเรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ ถึงแม้ว่า จีนมีการตอบรับที่ดีต่อสหรัฐหลังจากที่คณะเจรจาของสหรัฐเพิ่งกลับมาจากจีน 

ทั้งที่การทำข้อตกลงการค้ากับจีนควรได้ข้อยุติเมื่อ 3 เดือนก่อน แต่ก็เป็นที่น่าเสียใจที่ว่า จีนได้ตัดสินใจที่จะเจรจาใหม่ รวมทั้งเมื่อไม่นานมานี้ จีนตกลงที่จะซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐจำนวนมาก แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ทำเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์คาดว่าจะสามารถกดดีนให้จีนยอมรับในข้อตกลงภายในเดือนธันวาคม

ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ขยายตัวออกไป ได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับตัวลงต่อเมื่อวันศุกร์ ทำให้นักลงทุนกังวลมากขึ้น โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 26,485 ลดลง 98.41 จุด หรือ 0.37% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,932 ลดลง 21.51 จุด หรือ 0.73% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,004 ร่วงลง 107.05 จุด หรือ 1.32%

ทั้งนี้ นับเป็นการลงทุนที่ย่ำแย่มากที่สุดอีกสัปดาห์เป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่ต้นปีนี้ เมื่อดัชน S&P 500 ร่วงลงถึง 3,1% และดาวโจนส์ร่วงลง 2.6% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยส่งผลต่อเนื่องถึงตลาดหุ้นเอเชียร่วงลงทั้งภูมิภาค นำโดยตลาดหุ้นฮ่องกงดิ่งลง 2.72% ดัชนี Nikkei 225 และ Topix ของญี่ปุ่นร่วงลง 1.74% และ 1.8% ตามลำดับ โดยเฉพาะหุ้น Softbank Group ร่วงลง 3.48% รวมถึง Kospi เกาหลีใต้ร่วงลง 2.56% โดยหุ้นยักษ์ใหญ่ทั้ง Samsung และ Hyundai ร่วงลง 2.22% และ 3.84%

ขณะเดียวกันตลาดหุ้นจีนก็ร่วงลงหนัก หลังจากที่เงินหยวนอ่อนค่าลงมากที่สุดในรอบเกือบ 10 ปีแตะ 7.1087 หยวนต่อดอลลาร์ในตลาดออฟชอร์ โดยที่ Shanghai Composite ร่วงลง 1.62% Shenzhen Component ร่วงลง 1.66% และ Shenzhen Cmoposite ร่วงลง 1.47% 

รวมทั้งดัชนี MSCI ซึ่งไม่นับรวมญี่ปุ่นร่วงลง 1.5% ต่อเนื่องจากวันก่อนหน้านี้ที่ร่วงลง 1.6% สวนทางราคาทองในตลาด COMEX ที่นิวยอร์กพุ่งขึ้น 25.10 ดอลลาร์ หรือ 1.75% สู่ระดับ 1,457.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ขณะที่อัตราผลตอบแทนบอนด์รัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีร่วงลงต่ำสุดในวันนี้ ซึ่งเป็นอัตราต่ำที่สุดนับจากเดือนพฤศจิกายน 2016 โดยเคลื่อนไหวระหว่าง 1.763-1.859% ยังคงกดดันเฟดให้ปรับลดดอกเบี้ยลงอีกในเดือนกันยายนนี้ ด้วยความเชื่อว่ามีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้นจากระดับ 51% เป็น 61%