Home ทิศทางเศรษฐกิจ เมื่อโลกกำลังแบ่งเป็น2ขั้ว เปิด “4 กลยุทธ์” จีนรับมือสงครามการค้าสหรัฐ

เมื่อโลกกำลังแบ่งเป็น2ขั้ว เปิด “4 กลยุทธ์” จีนรับมือสงครามการค้าสหรัฐ

666
0
SHARE

นักวิชาการวิเคราะห์ 4 กลยุทธ์ที่จีนใช้รับมือกับสงครามการค้าสหรัฐ หลากหลายกลยุทธ์ เชื่อโลกจะแบ่งเป็น 2 ขั้ว ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก แนะรัฐบาลต้องรีบปรับรับการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจโลก 

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้ช่วยคณบดีคณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในหัวข้อ ชั้นเชิงมังกร: กับการรับมือสงครามการค้าสหรัฐว่า สำหรับกลยุทธ์ของประเทศจีนในการรับมือกับสงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกานั่นคือการใช้กลยุทธ์ 4 R

Resist กลยุทธ์ซื้อเวลาและปลุกชาตินิยม โดยจีนมองว่าต่อไปนี้ใครจะมารังแกจีนเหมือนสมัยก่อนไม่ได้วันนี้รัฐบาลจีนมีความแข็งแกร่งอดทน และพร้อมจะยืนหยัด ซึ่งการเจรจาหลายรอบนักวิเคราะห์รวมถึงนักเจรจาในสหรัฐนั้นมองว่าจีนไม่มีความจริงใจ ในการเจรจาเหมือนเป็นการซื้อเวลามองว่าข้อเสนอนี้ดีเราจะกลับไปพิจารณาแต่ก็ไม่ได้สนใจซึ่งความคิดนี้ทำให้ทรัมป์ต้องรีบกดดันจีน

Retaliate กลยุทธ์ตีให้ตรงเป้า เอาให้พอเหมาะ สิ่งที่จีนทำคือตั้งกำแพงภาษีสินค้าเกษตร ไม่ซื้อสินค้าเกษตรเพราะถือว่าเป็นฐานเสียงของทรัมป์ แต่ไม่สามารถทำได้ง่าย เพราะว่าสหรัฐมีเงินอุดหนุนเกษตรกร การลดค่าเงิน ซึ่งอาจไม่ได้ลดมากแต่ก็มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐทันที รวมถึงจีนจะขู่ตรวจสอบบริษัทของสหรัฐ เช่น Fed-ex ที่มีบริษัทก่อตั้งอยู่ในจีน และอาวุธหลักที่สำคัญของจีนที่สามารถใช้ต่อรองกับสหรัฐได้คือการจำกัด Rare Earth ซึ่งเป็นแร่ที่สหรัฐใช้ในการผลิตอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ เป็นจำนวนมากแต่ขณะเดียวกันประเทศจีนก็ขายแร่ชนิดนี้ให้กับสหรัฐทั้งหมดเพราะไม่รู้ว่าจะขายให้กับประเทศใด 

ส่วนพันธบัตรสหรัฐที่จีนถืออยู่อย่างมหาศาล ซึ่งหลายคนมองว่าถือเป็นอาวุธสำคัญที่จีนใช้ต่อรองกับสหรัฐได้ แต่อาจกระทบกับจีนเช่นกัน ถ้าจีนเทขายพันธบัตรสหรัฐจะทำให้ราคาตกและพันธบัตรที่จีนถือนั้นจะไม่มีค่าทันทีซึ่ง 2 อาวุธนี้ ถือเป็นอาวุธสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสหรัฐเป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตามจะส่งผลกระทบกับจีนมากเช่นกันทำให้จีนหลีกเลี่ยงที่จะใช้วิธีนี้

Reform กลยุทธ์แปลงทรัมป์เป็นโอกาส การที่เศรษฐกิจจีนเติบโตต่ำลงหลักๆ ไมใช่เพราะสงครามการค้าแต่เป็นการชะลอตัวภายในประเทศ โดยจะต้องมีการปรับโครงสร้างระยะยาว จีนต้องการแปลงทรัมป์ให้เป็นโอกาสในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เปิดภาคเศรษฐกิจมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการแข่งขัน ข้อเรียกร้องบางอย่างของสหรัฐถือเป็นผลดีระยะยาวของจีน ทำให้มีการลงทุนมากขึ้นทำให้เศรษฐกิจจีนจะเติบโตอีกรอบหนึ่ง และลดการพึ่งพิงเทคโนโลยีจากภายนอก

Reorganize จัดห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่

Reorganize supply chain มีการจัดห่วงโซ่อุปทานใหม่ทั้งการเน้นตลาดผู้บริโภคภายในประเทศ ซึ่งในประเทศจีนมีกลุ่มคนชั้นกลางใหม่ประมาณ 600 ล้านคนซึ่งเป็น 2 เท่าของจำนวนประชากรสหรัฐถ้าจีนสามารถแก้ไขความยากจนภายในประเทศได้ก็ถือเป็นตลาดที่สำคัญขณะที่ตลาดในประเทศอาเซียนซึ่งมีประชากรกว่า 300 ล้านคนถือเป็นตลาดใหม่ที่จีนควรเข้าไปทำการตลาด รวมถึงกระจายฐานการผลิตไปต่างประเทศ

Reorganize Enterprises จัดกลุ่มวิสาหกิจใหม่พยายามปรับโครงสร้างโดยมีการปรับแรงงานจากธุรกิจหนึ่งไปอีกธุรกิจหนึ่ง มีการรวมบริษัทที่ต้องพึ่งพากันให้เป็นกลุ่มธุรกิจเดียวกันเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์

Reorganize labor force ถ่ายโอนแรงงานไปยังภาคเศรษฐกิจใหม่

Belt & Road ยังคงเป็นนโยบายต่างประเทศหลักแต่เนื้อหาจะเปลี่ยนไปจากเดิมคือเน้นการลงทุนโดยรัฐบาลจีนจะเปลี่ยนเป็นเรื่องการปรับ Supply chain ใหม่ การลงทุนโดยภาคเอกชนมากขึ้น การส่งออกหาตลาดใหม่ หาคู่ค่าใหม่มากขึ้น ซึ่งถือมีความเสี่ยง

ส่วนการปรับเปลี่ยนนั้นมีความเสี่ยง ฉะนั้นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนภายในประเทศโดยมีการรักษาสมดุล(Balancing Act ) โดย 1.ปัญหาหนี้ 2.ปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ 3.ปัญหากลุ่มผลประโยชน์ในรัฐวิสาหกิจ 4.ปัญหาทุนไหลออกนอกประเทศ

ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐในระยะสั้นนั้นถึงแม้ว่าจะเติบโตแต่ปัญหาในระยะยาวที่สหรัฐจะได้รับผลกระทบ คือ

1.ขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นักวิชาการหลายคนมองว่าโครงสร้างพื้นฐานในสหรัฐนั้นเริ่มไม่ดี

2.ขาดการลงทุนด้านการศึกษา เพราะเกิดความเลื่อมล้ำทางการศึกษาสูงมาก มีกลุ่มคนที่มีความสามารถสูงอยู่ในระดับที่มาก แต่ในขณะที่กลุ่มคนตรงกลางของสหรัฐกลับไม่มีทรัพยากรบุคคลเท่ากับจีน

3.ขาดความแน่นอนทางนโยบาย การเลือกตั้งนั้นถือเป็นจุดสำคัญ ถึงแม้ว่าพรรคเดโมแครตหรือพรรครีพับลิกันใครจะได้เป็นประธานาธิบดีในสมัยหน้า ทั้งคู่จะต่อต้านจีนอย่างแน่นอน ซึ่งอาจจะมีกลยุทธ์ที่แตกต่างกันไปซึ่ง 3 สิ่งนี้ถือเป็นจุดอ่อนของสหรัฐแต่กลับเป็นจุดแข็งของจีน

จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิด 2 แกนโลกเศรษฐกิจคือจะเกิดห่วงโซ่ของสหรัฐและจีนโดยความเกี่ยวข้องทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐและจีนในอนาคตจะค่อยๆ แยกออกจากกัน ส่วนแนวโน้มของโลกตอนนี้กำลังเปลี่ยนไปนั่นก็คือ

1. ความผันผวนทางเศรษฐกิจของ 2 ประเทศที่อาจเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายต่อเนื่องเป็นระยะยาว

2.การเปลี่ยนแปลงของ Trade Lanes ปรับตามโลกสองแกนมีการเปลี่ยนแปลงของ Supplies chain

ทางรอดของจีนคือหาห่วงโซ่อาหารใหม่ ในขณะที่ทางรอดของประเทศไทยและธุรกิจไทยจะต้องปรับให้ทันห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่เชื่อมให้ได้กับโลกทั้ง 2 แกนหากเราปรับตัวไม่ทันก็อาจจะส่งผลเสียเป็นอย่างมาก