Home คอลัมนิสต์ ปิยมิตร ยอดเมือง สถานศึกษากำไรสูงเข้าสู่ตลาดหุ้น บริษัทได้เงิน รัฐไม่ได้ภาษี สังคมไทยได้อะไร?

สถานศึกษากำไรสูงเข้าสู่ตลาดหุ้น บริษัทได้เงิน รัฐไม่ได้ภาษี สังคมไทยได้อะไร?

621
0
SHARE

เป็นเรื่องฮือฮากันมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน และมีคนพูดถึงแง่มุมต่างๆ มากมาย เกี่ยวกับการเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ของหุ้น SISB หรือ บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำธุรกิจโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรสิงคโปร์ ธุรกิจที่ทำกำไรนับร้อยล้านบาทต่อปี แต่ไม่ต้องเสียภาษีใดๆ ให้กับรัฐบาล เมื่อธุรกิจนี้ได้สิทธิประโยชน์จากรัฐเช่นนี้ ควรจะต้องมีผลตอบแทนที่ดีคืนให้กับสังคมไทยบ้างใช่หรือไม่

ผมเป็นคนหนึ่งที่แสดงความเห็นเรื่องนี้ตั้งแต่วันที่SISBเข้าเทรดวันแรก โดยตั้งข้อสังเกตไว้ในสื่อวิทยุบ้าง เฟสบุ๊คส่วนตัวบ้าง ก็เลยถือโอกาสรวบรวม เรียบเรียง และเพิ่มเติมในบางประเด็น ดังนี้ครับ

หนึ่ง เรื่องของอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พีอีเรโช) ณ ราคา IPO 5.20 บาท มีค่าพีอี 59.59เท่า นับว่าแพงหู่ฉี่เลยทีเดียว แต่ก็ยังมีคนแย่งกันจองหุ้นตัวนี้จนมีไม่พอขาย นั่นหมายความว่า ทุกคนคาดหมายว่าการเติบโตของกำไรสุทธิของ SISB จะสูงมากๆ ในอนาคต ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า รัฐบาลยกเว้นภาษีให้กับธุรกิจประเภทนี้ เพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไรสูงสุด

สอง ภายหลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูขึ้น ทั้งผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลัง ต่างออกมานั่งยันนอนยันว่าจะสนับสนุนแนวทางการนำหุ้นโรงเรียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยไม่ต้องเสียภาษีใดๆ ต่อไป ไม่ว่าจะภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมของโรงเรียนเหล่านี้ (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ) หากเห็นว่าขายหุ้นได้กำไรมากมายหลายพันหลายหมื่นล้านบาท แล้วจะขายหุ้นทิ้ง ฟันกำไรสักก้อนใหญ่ๆ ก็ไม่ต้องเสียภาษีกำไรจากการขายหุ้นอีก สรุปคือ รัฐไม่ได้อะไรจากธุรกิจและคนเหล่านี้เลย

สาม แนวทางของกระทรวงการคลังดังกล่าวนี้ เป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ รวมถึงสถานศึกษาต่างๆ ว่า สามารถที่จะทำธุรกิจสถานศึกษากำไรสูง แบบที่ SISB ทำได้ โดยการนำหลักสูตรมาตรฐานสูงมาใช้  จ้างอาจารย์ชาวต่างชาติมาสอน แล้วก็เก็บค่าเรียนแพงๆ เมื่อได้กำไรเยอะๆ (โดยไม่ต้องเสียภาษี) ก็เอาธุรกิจนั้นมาเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ อัพราคาหุ้นไปหลายสิบหลายร้อยเท่าตัว จากนั้นก็หาจังหวะขายหุ้นทำกำไร เอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นต่อไป ใครนึกไม่ออกว่าจะทำสถานศึกษากำไรสูงแบบนี้ได้อย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปครับ เพราะ SISB เค้าขายแฟรนไชส์ด้วยครับ ไปซื้อเค้ามาทำได้เลย

ถามว่าใครได้ใครเสียอย่างไรกับกรณีนี้

ในเชิงบวก…สถานศึกษาที่จะเรียกค่าเรียนแพงๆ และมีคนอยากสมัครเข้าเรียนจำนวนมาก จะต้องมีคุณภาพที่ดีจริงๆ ดังนั้น การแข่งขันกันสร้างความร่ำรวย ก็น่าจะเป็นการแข่งขันในเชิงพัฒนาคุณภาพด้วย ซึ่งก็จะเป็นผลดีสำหรับผู้เรียน ส่วนผู้สอนที่เก่งๆ มีคุณภาพ ก็จะได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม สถานศึกษาที่จะเข้าสู่ตลาดหุ้นได้จะต้องมีรายได้และกำไรที่เข้มแข็งจริงๆ ในขณะที่สถาบันการศึกษาที่ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หรือไม่ก็ต้องยอมขายหุ้นขายตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มสถานศึกษาใหญ่ที่เขามีโอกาสระดมทุนจากตลาดหุ้น ดังนั้น การแข่งขันเชิงคุณภาพก็จะไม่ได้กระจายทั่วถึง แต่จะกระจุกในกลุ่มบน และช่องห่างระหว่างกลุ่มบน กลาง ล่าง ก็จะถ่างออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ

นักเรียนนักศึกษาที่ไม่ค่อยมีสตางค์ ไม่สามารถเข้าเรียนโรงเรียนแพงๆ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ ก็จะเป็นภาระของรัฐที่ต้องอุดหนุน ด้วยการให้ทุนบ้าง ให้เรียนฟรีบ้าง รวมไปถึงเจ้าของโรงเรียนเอกชนที่เค้าตั้งใจเปิดโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเพื่อสนับสนุนการให้ความรู้กับเยาวชนอย่างแท้จริง ไม่ได้มุ่งผลกำไรสูงสุด ก็จะต้องแบกคนกลุ่มนี้ไว้ โดยที่กลุ่มโรงเรียนรวยไม่ได้ช่วยเหลือจุนเจือใดๆ ผ่านมาตรการภาษีเลย

ผมไม่คิดว่ากรณีโรงเรียนเอกชนที่โกยกำไรกันเป็นว่าเล่นโดยไม่ต้องมีภาระภาษี จะเดินไปแบบนี้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงใดๆ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะมีกำหนดกฎเกณฑ์ว่ากำไรในระดับไหนควรจะต้องเสียภาษี กำไรร้อยล้านเสียมั้ย หรือต้องหลักพันล้าน หรือต้องหมื่นล้าน

เห็นมั้ยครับ ธุรกิจที่ไม่คิดว่าจะแสวงหากำไร เค้าทำกำไรกันได้มากมายจริงๆ ครับ