Home ทิศทางเศรษฐกิจ หุ้น-การเงินโลก เฟดหวังฟื้นศรัทธาของชาวอเมริกัน ต่อสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่

เฟดหวังฟื้นศรัทธาของชาวอเมริกัน ต่อสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่

559
0
SHARE
เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมทดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Test) สำหรับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในปี 2019 โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความโปร่งใส หลังจากที่เฟดได้ให้ความสำคัญกับข้อมูลมากขึ้น ภายใต้แนวโน้มที่อาจจะเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจระลอกใหม่

ในการทดสอบภาวะวิกฤติประจำปีนี้ เฟดจะเปิดเผยความชัดเจนให้ธนาคารขนาดใหญ่ได้รับรู้ข้อมูลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับโมเดลที่จะใช้ทดสอบ ทั้งด้านการบัญชีของธนาคาร รวมถึงวิธีการทดสอบสมมติฐานด้านการปล่อยสินเชื่อ 

นอกจากนี้ ข้อมูลการทดสอบยังจะรวมถึงเรื่องการว่างงานที่จะพุ่งขึ้นจากปัจจุบันที่ระดับ 4% เป็น 10% และความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในด้านสินเชื่อธุรกิจ และตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ภายใต้สถานการณ์ที่รุนแรงอีกด้วย

ขณะที่เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในภาวะที่ดี ทั้งอัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อต่ำใกล้ระดับเป้าหมายที่ 2% ของเฟด จนถึงขณะนี้ยังคงบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรับมือกับผลกระทบต่างๆ ถึงแม้ว่า จะเกิดเหตุการณ์ที่สร้างเซอร์ไพรส์ เช่น กรณี Brexit 

ขณะเดียวกัน ความเห็นของประธานเฟดยังสอดคล้องกับสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่กล่าวถึงเศรษฐกิจสหรัฐกำลังปรับตัวที่ดี และเป็นไปตามแผนเศรษฐกิจของรัฐบาล 

โดยเฉพาะในการที่สหรัฐจะไม่กลับไปสู่ลัทธิสังคมนิยม เพราะไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจในระบบที่มีการจัดวางแผนจากศูนย์กลาง ซึ่งจะทำให้การจัดทำนโยบายมีข้อจำกัดโดยที่รัฐบาลจะใช้แบบแผนเศรษฐกิจที่ใช้ได้ดีสำหรับอเมริกา ซึ่งความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองบางกลุ่มที่สนับสนุนให้ดำเนินเศรษฐกิจระบบสังคมนิยม ทั้งที่อเมริกาถูกสร้างขึ้นบนเสรีภาพและอิสระภาพ ไม่ใช่จากการบังคับ การครอบครอง และการควบคุมของรัฐบาล 

ทั้งนี้ เฟดจะทำการ Stress Test ต่อธนาคารสหรัฐที่จะดำเนินการเป็นช่วงเฉพาะกาลในปีนี้ ซึ่งจะช่วยให้เฟดสามารถตัดสินใจได้ว่า จะทำการเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้เป็นการถาวรกับการทดสอบภาวะวิกฤติที่มีการติดตามใกล้ชิด โดยสิ่งที่เฟดถือเป็นความท้าทายสำหรับการรักษาความแข็งแกร่งในการทดสอบ พร้อมกับทำการปรับเปลี่ยนประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และดำเนินการในทิศทางเดียวกับกรอบการกำกับดูแลหลังเกิดวิกฤติปี 2008

นอกจากนี้ เฟดได้พุ่งเป้าไปที่การทดสอบฐานะของธนาคารขนาดใหญ่ เนื่องจากมีโครงสร้างระบบที่มีความซับซ้อนมากกว่าธนาคารที่มีขนาดเล็กที่มีสินทรัพย์ระหว่าง 100,000-250,000 แสนล้านดอลลาร์ โดยที่เฟดจะใช้รอบระยะเวลา 2 ปีสำหรับการทดสอบธนาคารใหญ่เหล่านั้น

ทั้งนี้ การทดสอบภาวะวิกฤติถือเป็นเรื่องสำคัญประจำปีสำหรับธนาคารขนาดใหญ่ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ธนาคารเหล่านั้นจะไม่สามารถทำการขยายทุนจากเงินปันผล หรือการซื้อคืนหุ้น หรือการลงทุนอื่นๆ หากไม่ผ่านการทดสอบจากเฟด

อย่างไรก็ตาม เจอโรม พาวเวล เปิดเผยอีกว่า เป้าหมายของเฟด ก็คือการที่เฟดจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นคืนมาจากประชาชนได้  อีกทั้งจะใช้ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยหนุนเศรษฐกิจ โดยไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซง

อีกทั้ง เจอโรม พาวเวล ยังขี้ว่า ประชาชนบางส่วนเริ่มหมดศรัทธาต่อสถาบันการเงินขนาดใหญ่ โดยสิ่งที่เฟดกำลังทำอยู่คือการพายเรือทวนน้ำ เพื่อจะสร้างความเชื่อมั่นนั้นให้เกิดขึ้น

ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินสหรัฐครั้งหลังสุดเมื่อปี 2008 นั้น เฟดได้อัดฉีดเม็ดเงิน QE (Quantitative Easing) เข้าสู่ระบบธนาคารเพราะไม่ต้องการให้เกิดการล้มละลายที่เป็นลูกโซ่ หรือเกิด Too Big To Fail

แต่ในปีแล้วการลดภาษีเงินได้ของประธานาธิบดีทรัมป์ ยังได้ดำนินการที่ช่วยให้ธนาคารขนาดใหญ่ มีกำไรที่ถือว่าเป็น “ส้มหล่น” มากขึ้นถึง 21,000 ล้านดอลลาร์ เช่นเดียวกัน ขณะที่ 6 ธนาคารใหญ่มีกำไรรวมกันมากว่า 120,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา