Home ทิศทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจโลก สหรัฐฯ-จีน ตกลงเลื่อนเวลาขึ้นภาษีอีก 90 วัน

สหรัฐฯ-จีน ตกลงเลื่อนเวลาขึ้นภาษีอีก 90 วัน

336
0
SHARE
สหรัฐ จีน

โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ตกลงเลื่อนเวลาขึ้นภาษี 90 วัน จากกำหนดเดิม 1 ม.ค. 61 หลังหารือในมื้อค่ำร่วมกันนอกรอบของการประชุมสุดยอดกลุ่ม G-20 ที่กรุงบัวโนสไอเรส ของอาร์เจนตินา

การเจรจาเพื่อยุติสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงเป็นวิบากกรรมที่ทั้ง 2 ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ของโลกจะฝ่าฟันเดินหน้าไปอย่างยากลำบาก

หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ตกลงกันเลื่อนเวลาการขึ้นภาษีออกไป 90 วัน เพื่อใช้เวลาในการเจรจา ก่อนตัดสินใจเดินหน้ากำหนดเส้นทางการค้าต่อไป

การที่สหรัฐฯ กับจีนตกลงพักรบสงครามการค้า 90 วัน ได้ระบุไว้ในแถลงการณ์ทำเนียบขาว หลังจากที่ผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำจีนได้หารือและรับประทานมื้อค่ำร่วมกันนอกรอบของการประชุมสุดยอดกลุ่ม G-20 ที่กรุงบัวโนสไอเรส ของอาร์เจนตินา เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคมผ่านมา 

โดยให้สหรัฐฯ จะเลื่อนการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์จากอัตรา 10% เพิ่มขึ้นเป็น 25% จากกำหนดเวลาเดิมในวันที่ 1 มกราคม 2019 เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายได้เจรจายุติข้อพิพาทการค้า ในช่วงเดือนธันวาคมจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

หากสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ยังหาข้อตกลงกันไม่ได้ ก็จะมีการขึ้นภาษีจาก 10% เป็น 25% แถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุไว้ โดยจีนได้รับปากที่จะสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ ทั้งผลิตภัณฑ์การเกษตร สินค้าภาคอุตสาหกรรม ด้านพลังงาน และอื่น ๆ อีก

ขณะที่สื่อของการทางการจีนรายงานว่า หลังจากวันที่ 1 มกราคม 2019 ไปแล้ว จะไม่มีการเรียกเก็บภาษีใดๆ เกิดขึ้นอีก และการเจรจาการค้าระหว่าง 2 ประเทศก็จะดำเนินต่อไป

ท่าทีของทำเนียบขาวครั้งนี้ เท่ากับเป็นการพลิกกลับจากความเห็นของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า เป็นไปไม่ได้ที่สหรัฐฯ จะชะลอการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนสู่ระดับ 25% นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังขู่ว่าจะเก็บภาษีสินค้าจีนในวงเงินเพิ่มอีก 267,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเท่ากับเป็นการเรียกเก็บจากการนำเข้าสินค้าจากจีนทุกดอลลาร์ของมูลค่าจากนำเข้าจากจีนจำนวนปีละ 505,000 ล้านดอลลาร์ หากว่าไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับผู้นำจีนในการหารือนอกรอบการประชุม G-20 

ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายของสหรัฐฯ ได้หวังไว้สูงสุดในความต้องการให้จีนต้องทำการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และปรับเปลี่ยนนโยบายการค้าในลักษณะที่เป็นการเปิดเสรีโดยให้อัตราภาษีเหลือ 0% ในการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพื่อลดการขาดดุลทางการค้าของสหรัฐฯ ที่มีกับจีนสูงถึงปีละ 375,000 ล้านดอลลาร์

รวมถึงนโยบายการลงทุนที่เปิดกว้างกับริษัทสหรัฐฯ เข้าไปลงทุนถือหุ้น 100% แทนที่จะเป็นการตั้งบริษัทร่วมทุนโดยให้ต่างชาติถือหุ้นได้เพียง 50%

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังต้องการกดดันจีนยกเลิกนโยบายที่กำหนดให้บริษัทสหรัฐฯ ที่เข้าลงทุนต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัทของจีนอีกด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้กล่าวหาจีนมาตลอดเวลาถึงการขโมยข้อมูลด้านเทคโนโลยี ซึ่งสหรัฐถือว่าเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของจีน

ขณะที่จีนได้กำหนดแผนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไว้ในระยะกลางคือ การผลักดันให้เกิดสินค้า Made In China 2025 และในระยะยาวจนถึงปี 2050 เพื่อการเปิดตลาดที่เป็นเสรีและเปิดกว้าง รวมทั้งเพื่อแก้ปัญหาความยากจนภายในประเทศ

โดยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ให้คำมั่นกับผู้นำภาคธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ ในการเดินหน้านโยบายปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และจีนจะยังคงขยายปริมาณทางการค้าในฐานะเป็นผู้ซื้อสินค้าจากตลาดโลกเป็นมูลค่าสูงถึง 40 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นเวลา 15 ปี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นการคาดหวังของประธานาธิบดีทรัมป์ ก็คือ การนำไปสู่ข้อตกลงทางการค้าที่เปนธรรมระหว่างสหรัฐและจีน ให้เหมือนอย่างที่สหรัฐฯ ได้ทำข้อตกลง NAFTA ใหม่กับแคนาดาและเม็กซิโกในช่วงก่อนหน้านี้ ท่ามกลางการเจรจานับจากนี้ไปอีก 3 เดือน ซึ่งถือเป็นการลดทอนความกังวลในเรื่องสงครามเย็นทางการค้าของ 2 ประเทศ

ขณะที่ทั่วโลกยังคงจับตาว่า สหรัฐและจีนจะสามารถหาทางยุติสงครามการค้าได้จริงในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่? ถึงแม้ว่าในช่วงสั้นนี้ สัญญาณบวกจะเกิดขึ้นกับการซื้อขายหุ้นล่วงในตลาดวอลล์สตรีทในเช้าวันจันทร์ที่เปิดการซื้อขายโดน Duw Futures บวกกว่า  470 จุดหรือ 1.84% ส่วน S&P Futures บวก 1.71% และ Nasdaq Futures ทะยานขึ้น 2.17%