Home กองทุน เปิดเคล็ดลับซื้อกองทุนรวม ทำอย่างไรให้สำเร็จตามเป้าหมาย

เปิดเคล็ดลับซื้อกองทุนรวม ทำอย่างไรให้สำเร็จตามเป้าหมาย

17195
0
SHARE
สมเกียรติ ชินธรรม์มิตร์

ลงทุนอะไรดี มีหลักการลงทุนแบบไหน หรือ ควรซื้อหุ้นหรือกองทุน ล้วนเป็นคำถามสำหรับผู้เริ่มต้นหาช่องทางลงทุน หรือ แม้แต่คนที่ลงทุนอยู่แล้วเป็นประจำและยิ่งตลาดมีความผันผวนสูง ผู้ที่ต้องการลงทุนก็ยิ่งมีคำถามเหล่านี้มากขึ้น

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ก็ยังกล้าๆกลัวๆ และต่างตั้งคำถามว่า จะลงทุนตอนนี้ดีไหม ควรจะลงทุนเมื่อไหร่ถึงจะดี แม้จะพยายามหาคำตอบก็อาจจะยังไม่เป็นที่พอใจ แล้วจะมีหลักการลงทุนอย่างไร

จะเลือกลงทุนด้วยการซื้อ “หุ้น” หรือ “กองทุนดี”?

สมเกียรติ ชินธรรม์มิตร์ CEO บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน(บลน.) เว็ลธ์ เมจิก จำกัด (WealthMagik) ซึ่งเป็นบลน.รายแรกของไทย ให้คำตอบพื้นฐานถึงหลักการลงทุนว่าจะเริ่มต้นอย่างไร และจะเข้าใจแก่นแท้ของการลงทุนอย่างไร เพื่อให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

ระยะเวลาคือหัวใจของการลงทุน

 “หัวใจของการลงทุนคือ Time ระยะเวลาที่ยาว ไม่ใช่ Timing จังหวะการลงทุน เพราะที่จริงแล้วไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง หรือเป็นยังไง หากเราถือได้ยาวพอ ความเสี่ยงจะลดลงเอง” สมเกียรติ กล่าว

พร้อมยกกรณีตัวอย่าง ในปีที่หุ้นตกมากที่สุดในโลก เศรษฐกิจโลกปีที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ คือปี 1929 ตลาดหุ้นอเมริกาที่ว่าแข็งยังตกลงถึง 90% ธนาคารล้ม 7 พันกว่าแบงก์ ล้มเป็นโดมิโน่ ถึงกระนั้น ผู้ที่ลงทุนไว้อย่างมีวินัยตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติช่วงนั้น  ใส่ไปในกองทุนเรื่อยๆ เดือนละห้าพันเหรียญ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจแย่ที่สุด ผ่านไป 40 ปี เท่ากับว่าเงินต้นคือ 2 แสนเหรียญ และกลายเป็นเงินนั้นจะกลายเป็นเงินหลักล้านเมื่อรวมผลตอบแทนที่ได้รับ

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น สมเกียรติ ทำการเปรียบเทียบ ตัวอย่างการลงทุน 2 คน ที่มีการลงทุนสม่ำเสมอและถือนานทั้งคู่ คนที่ 1 ลงทุนในช่วงต่ำสุดของทุกปี คนที่ 2 ใส่เงินลงทุนในช่วงสูงสุดของทุกปี อีก 40 ปีให้หลังตลาดหุ้นตกแรง ถือว่าทั้งคู่โชคร้ายที่เจอพิษเศรษฐกิจครั้งนี้ คนที่โชคดีกว่าคือคนที่ 1 ที่ใส่เงินลงทุนในช่วงจุดต่ำสุดของทุกปี ได้ผลตอบแทน 11.5% ต่อปี ส่วนคนที่ซื้อในจุดสูงสุดของทุกปีได้ผลตอบแทน 10.7% ต่อปี ซึ่งคิดเป็นเงินรวมกว่า 2,800,000 เหรียญ จะเห็นได้ว่าแม้ทั้งคู่จะมีการลงทุนในช่วยเวลาที่แตกต่างกัน แต่ผลตอบแทนกลับแตกต่างกันไม่มาก และยังมีกำไรทั้งคู่

กรณีนี้ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้ได้ชัดเจนว่า หัวใจของการลงทุนคือ Time ไม่ใช่ Timing และการเก็งจังหวะการลงทุนไม่ใช่การลงทุนที่ถูกต้องนัก หลักการเหล่านี้คือ หลักการที่ Value Investor ใช้ นั่นคือหลักการที่ถูกต้อง ระยะเวลาที่ยาวพอ และอึดได้จริง ตัวแปรที่สำคัญ ที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนเสมอ

“เมื่อไหร่ก็ตามที่เราอึดพอ ถือยาวพอ เราชนะ แล้วหาสิ่งที่ดีพอ พอแล้ว อย่าไปเสียเวลาเข้าๆออกๆ ใช้เวลาเยอะ กลับได้ผลตอบแทนที่น้อยลง แล้วสุดท้ายไม่ประสบความสำเร็จ”

เมื่อตลาดผันผวน ลงทุนในกองทุนดีๆ และลงทุนอย่างต่อเนื่อง

“ในช่วงนี้ ผมก็ยังมองว่าต้องซื้อกองทุน ถ้าเราถือได้ยาวจริง ยังไงก็ต้องซื้อกองทุนหุ้น แล้วก็ซื้อไปเรื่อยๆ กองทุนหุ้นยังใช้ได้อยู่ ถึงแม้ว่ามันจะดูไม่ดีเท่าปีที่แล้ว”

แม้ในปีนี้นักลงทุนส่วนใหญ่จะให้น้ำหนักไปที่ ญี่ปุ่น จีน อินเดีย และยังไม่เพิ่มน้ำหนักในกองทุนหุ้นเมืองไทย แต่ส่วนตัว สมเกียรติ ยังมองว่าในแง่ของคนไทยเหมาะกับซื้อกองทุนไทยมากกว่าซื้อกองทุนต่างประเทศ เพราะการซื้อกองทุนต่างประเทศ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 5-6% แล้วมันซ่อนมาในรูปแบบของค่าแรกเข้าบ้าง ค่าธรรมเนียมอื่นๆบ้าง ซึ่งบางครั้งค่าธรรมเนียมบางอย่างไม่ถูกพูดถึง ในขณะที่ค่าธรรมเนียมกองทุนไทยต่ำกว่ามาก

กองทุนรวม จุดเริ่มต้นที่ดีในการลงทุน 

“โลกสวยในอดีตมันหมดเวลาของมันไปแล้ว ไม่รู้เรื่องการลงทุนไม่ได้แล้ว มันไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว หากไม่เคยลงทุนเลย ต้องลงทุน”

เริ่มจากการลงทุนเข้าไปในกองทุนรวม เพราะไม่มีทางเลือกแล้ว การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป เหตุการณ์เปลี่ยนไป ในอดีตดอกเบี้ย 10% แบงก์ล้ม ไฟแนนซ์ล้ม ก็ได้เงินคืน 100% 2 อันนี้ไม่มีอีกแล้ว ปัจจุบันเหมือนว่าจะต้องเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะไม่เสี่ยงมากขึ้นเพราะลงทุนในกองทุนรวม

แนะนำว่าผู้เริ่มต้นอย่าเข้าไปในตลาดหุ้นเอง ให้ซื้อกองทุนก่อน วันหนึ่งถ้าเข้าใจมันมากพอหรือเก่งแล้ว ค่อยเล่นหุ้นเอง ถ้ายังไม่เก่งอย่าวิ่งเข้าไป การเข้าไปในตลาดหุ้นเองโดยที่ไม่มีความรู้อันตรายมาก จากสถิติในหนึ่งรอบหุ้น มีคนขาดทุนถึง 80% 5-10% เสมอตัว มีเพียง 10% หรือน้อยกว่า 10% ที่ได้กำไร

ปัจจุบันมีหนังสืออายุน้อยได้กำไรในหุ้นวางจำหน่ายเยอะมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถประสบความสำเร็จได้ในลักษณะเดียวกัน ที่ต่างประเทศจะมีทฤษฎีของการเล่นหุ้นที่เรียกว่า 10 10 10 คือ 10 ปีแรกเรียนรู้จ่ายค่าวิชา ขาดทุน 10 ปีที่ 2 รู้วิธีทำเงินเริ่มกำไร หมายความว่าช่วง 11-20 ปีจะเป็นช่วงที่มีความรู้และทำกำไรเป็น ส่วน 10 ปีที่ 3 คือช่วง 21-30 ปี จะเป็นปีที่รู้วิธีที่จะรักษาเงินที่หามาได้เมื่อ 10 ปีที่ 2

จากทฤษฎีนี้จะเห็นได้ว่า ใช้เวลาร่วม 30 ปีจึงจะเห็นครบหมด ซึ่งหลายคนที่เขียนหนังสือขายตอนนี้ประสบการณ์จะอยู่แค่ 10 ปีแรก บางคนก็อยู่ 10 ปีที่ 2 แต่น้อยคนมากที่อยู่ 10 ปีที่ 3 ก็เห็นครบแล้วทุกอย่าง

“การเล่นหุ้นจึงต้องเกิดขึ้นภายหลังความเข้าใจ ไม่ใช่เพราะคำบอกเล่า”

สมเกียรติ เปรียบเทียบให้ฟังว่า ผู้นำที่เก่งเหมือนกับชา ชาที่ดีต้องอยู่ในน้ำร้อนๆ ผู้นำที่เก่ง ช่วงเหตุการณ์ปกติโจทย์ง่ายๆดูไม่ออกหรอกว่าใครเก่งหรือไม่เก่ง ตอนที่โจทย์ยากๆจะเห็นว่าใครเก่ง

“ฟันเมเนเจอร์เก่งๆคือคนที่เจอช่วงหุ้นตกแรงๆ แล้วอยู่รอดได้”

ในกรณีที่ผู้เริ่มลงทุนมีความกังวลก็สามารถลงทุนทีละน้อยๆ ไม่ต้องลงทุนเยอะ แต่ค่อยๆใส่ไปเรื่อยๆเพราะหัวใจของการลงทุนคือถือยาว อึด และถือกองทุนดีๆ ถ้าไม่รู้ว่ากองทุนดีๆคืออะไร ก็ใช้ตัวช่วย อาทิ เว็บไซต์ Wealthmagik ที่ทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมข้อมูล ช่วยในการลงทุนได้

พันธบัตรยังไม่น่าลงทุนในปีนี้ – ประเทศไทยจะขึ้นดอกเบี้ยไม่ช้าก็เร็ว

พันธบัตร ปีนี้ไม่ดี ทั้งโลกก็จะไม่ดี เมื่อดอกเบี้ยขึ้น พันธบัตรไม่ดีอยู่แล้ว เพราะราคาพันธบัตร คือ Present value ของ Cash Flow เพราะฉะนั้นเวลาหาราคาพันธบัตรเราก็จะ Discount คูปองในอนาคตให้กลับมาเป็น Present Value Discount เงินต้น เงินที่เขาจะมาคืนเราในตอนต้นกลับมาเป็น Present value เพราะฉะนั้นราคาพันธบัตรก็คือการ Discount Cash Flow พวกนี้ ทุกครั้งที่ดอกเบี้ยขึ้น Discount Rate ขึ้น ราคาก็จะตกตามไปด้วย

ที่ผ่านมาโลกเราอยู่ในสภาวะดอกเบี้ยขาลงอย่างเดียวมากว่า 30 ปี นี่เป็นครั้งแรกที่แนวโน้มดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น ซึ่ง สมเกียรติมองว่า จากนี้ไปการลงทุนจะไม่ง่ายเหมือนในอดีต 30 กว่าปีมานี้ เรายังรู้สึกผ่อนคลาย เพราะว่าทุกครั้งที่ดอกเบี้ยลง การลงทุนมันง่าย ลงทุนในพันธบัตรก็ง่าย

แต่เศรษฐกิจไทยแย่มากเมื่อหลายปีที่ผ่านมานี้ สภาพคล่องล้นตลาดทำให้มีระยะหน่วงในการขึ้นดอกเบี้ย นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พันธบัตรไทยมีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่าของอเมริกา ซึ่งไม่ควรจะเป็น สาเหตุเป็นเพราะในเมืองไทยเงินท่วมตลอด เนื่องจากคนยังไม่กล้าขยายกิจการ ไม่มีการใช้สินเชื่อเท่าที่ควรจะเป็น

ซึ่งปัจจัยนี้ยังเป็นสิ่งที่รัฐบาลกังวล และพยายามกระตุ้นให้ประชาชนมีการลงทุน ขยายกิจการ จะเห็นได้จากนโยบายที่สนับสนุน SMEs มีการหักภาษีต่างๆเมื่อขยายกิจการ ถึงกระนั้นกลุ่ม SMEs หรือโรงงานต่างๆยังไม่มีการใช้สินเชื่อสักเท่าไหร่ เพราะยังไม่ขยายกำลังการผลิต แล้วสินเชื่อก็โตช้ามาก พอสินเชื่อโตช้าเงินฝากท่วม ทำ ให้ดอกเบี้ยประเทศไทยยังไม่ขึ้นในเวลานี้ อย่างไรก็ตาม สมเกียรติมองว่า ประเทศไทยจะขึ้นดอกเบี้ยไม่ช้าก็เร็ว

ปรับพอร์ตเมื่อปัจจัยเปลี่ยน

ช่วงเวลาที่ควรจะปรับพอร์ตการลงทุนต้องดูหลายปัจจัย สมเกียรติ กล่าวว่าการลงทุนเปรียบเสมือนกับการขับรถ ต้องรู้ว่าช่วงไหนต้องขับเร็ว ช่วงไหนเจอทางโค้งก็ขับช้า

Asset allocation ควรจะปรับก็ต่อเมื่อตัวแปรพวกนี้เปลี่ยน ถ้าเศรษฐกิจค่อนข้างดี ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศหรือ GDP ค่อนข้างดี เงินเฟ้อต่ำ นโยบายการเงิน มีใส่ไปค่อนข้างที่จะเยอะ แนวโน้มดอกเบี้ยจะลง ช่วงนี้เราจะต้องเสี่ยงมากกว่าปกติ เราต้อง aggressive ขึ้น นั่นหมายความว่า ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น แทนที่เราจะขับเกียร์หนึ่ง เราก็ขับเกียร์ 2 เกียร์ 3 พอเราปรับเกียร์ Asset allocation จะถูกเปลี่ยนเพราะ ต้องลงหุ้นมากขึ้นเพราะมันดีขึ้น

เศรษฐกิจมันจะเป็นวงจรของมัน ในช่วงแต่ละช่วง ต้องศึกษาดูว่าช่วงไหนอะไรดี ถ้าช่วงนี้หุ้นดี ก็ควรใส่เข้าไปในหุ้นมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น เหมือนกับว่าถนนว่างก็ขับเกียร์ 4 เกียร์ 5 เร็วๆได้เพื่อให้ได้รับโอกาสที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม พอร์ตของแต่ละคนก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน หรือแม้แต่บุคคลเดียวกันก็มีพอร์ตไม่เหมือนเดิมในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน แล้วแต่ปัจจัยแต่ละช่วงทั้ง ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยเศรษฐกิจ ทำให้ต้องปรับเป้าหมาย และทุกครั้งที่ปรับเป้าหมาย Asset allocation ที่เป็นกลยุทธ์ในการลงทุนจึงต้องปรับตามไปเช่นกัน

ฉะนั้น คนๆเดียวไม่จำเป็นต้องอยู่ Risk Profile เดียวตลอดเวลา จะต้องคอยเปลี่ยน มันขึ้นอยู่กับว่า ปัจจัยของตนเองเป็นอย่างไร อาทิ ในอดีตอาจจะไม่ค่อยมีเงิน Risk Profile ก็อาจจะต้อง Conservative หน่อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปมีเงินเยอะขึ้น แล้วสมมติว่าเงินก้อนนี้เป็นเงินเย็นมากๆ คือไม่จำเป็นต้องนำไปใช้เลย ก็จะสามารถเสี่ยงได้มากขึ้น

“เมื่อสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นก็ต้องปรับ Asset allocation ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเพิ่มโอกาสได้ผลตอบแทนมากยิ่งขึ้น”