Home คอลัมนิสต์ ปิยมิตร ยอดเมือง เอาที่สบายใจ

เอาที่สบายใจ

559
0
SHARE

วลี “เอาที่สบายใจ”ปกติแล้วจะมีความหมายเชิงประชดประชัน ซึ่งเทียบเคียงได้กับ “อยากทำอะไรก็ทำ”  ดังนั้น จึงมักจะใช้กล่าวถึงคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง

ยกตัวอย่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ มีการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคนั้นพรรคนี้…เอาที่สบายใจเลยครับ

ในโลกโซเชี่ยล มีคอมเมนท์ต่อคนที่คิดเห็นแตกต่างตั้งแต่ระดับเบาะๆ เบาๆ ไปจนถึงใช้ถ้อยคำกักขฬะหยาบคาย…เอาที่สบายใจเลยครับ

ในด้านของการลงทุน เวลาที่มีคนปรึกษาผม…ซื้อกองทุนนี้ดีไหม ซื้อหุ้นตัวนี้ดีไหม ผมก็อยากจะบอกว่า “เอาที่สบายใจเลยครับ”  แต่คงทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะการที่เขามาปรึกษาเราก็เพราะเขาตัดสินใจไม่ถูก คิดไม่ตก การเลือกลงทุนนั้นจึงไม่สบายใจ แล้วจะให้เขาเอาที่สบายใจได้อย่างไร

แต่ในกรณีที่นักลงทุนต้องพึ่งพาตัวเอง คิดเอง เลือกเอง ตัดสินใจเอง ผมเห็นว่าแนวคิด “เอาที่สบายใจ” ยังเป็นแนวคิดที่นำไปใช้ได้

เช่นกรณีการลงทุนในหุ้นกู้ ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย…ผู้ออกหุ้นกู้มีทั้งบริษัทใหญ่ กลาง เล็ก ระยะเวลามีตั้งแต่ 1-2 ปี ไปจนถึง10-12ปี การจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิต เรตติ้ง) ก็มีตั้งแต่ไม่ได้จัดอันดับไปจนถึงได้อันดับลงทุน คือ BBB-ขึ้นไปจนถึง AAA ซึ่งแน่นอนครับ ผลตอบแทนย่อมแตกต่างกัน ตั้งแต่ต่ำกว่า 3% ต่อปี ไปจนถึงมากกว่า6-7% ต่อปี

กรณีมีคนสอบถามเรื่องหุ้นกู้ คนที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของเงินอย่างผม ไม่สามารถฟันธงให้ได้หรอกครับว่าควรจะเลือกหุ้นกู้ตัวไหน ทำได้ก็แค่เพียงให้ข้อมูลและมุมมอง ว่าบริษัทที่ออกหุ้นกู้นั้นมีความมั่นคงแค่ไหน อายุของหุ้นกู้นั้นเหมาะสมหรือไม่ อันดับความน่าเชื่อถือในระดับนั้นอยู่ในเกรดลงทุนหรือเกรดเก็งกำไร และผลตอบแทนเหมาะสมหรือไม่ในสถานการณ์ขณะนั้น

เมื่อให้ข้อมูลและข้อคิดเห็นแล้ว การตัดสินใจลงทุนของท่านก็ “เอาที่สบายใจเลยครับ”

หรือกรณีการลงทุนในหุ้นก็เช่นกัน เนื่องจากหุ้นมีหลายประเภท ทั้งหุ้นเก็งกำไร หุ้นลงทุนยาว หุ้นปันผล หุ้นเคลื่อนไหวช้า หุ้นผันผวนน้อย หุ้นแกว่งตัวมาก ซึ่งหากเลือกไม่ถูกก็ต้องใช้หลัก “เอาที่สบายใจ”

ทำไมต้องเอาที่สบายใจ?

เพราะการลงทุนแต่ละประเภทไม่ได้เหมาะกับคนทุกคน หุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ จะมาพร้อมกับความเสี่ยงสูง จึงไม่เหมาะกับนักลงทุนที่ชอบความมั่นคงปลอดภัย ไม่ชอบอะไรเสี่ยงๆ หากนักลงทุนแนวอนุรักษ์นิยมไปลงทุนในหุ้นกู้เสี่ยงสูงก็ย่อมเกิดความไม่สบายใจ จึงควรเลือกลงทุนหุ้นกู้ที่ได้รับการจัดอันดับความเชื่อถือสูงกว่าระดับลงทุนต่ำสุดขึ้นมาหน่อย ซักระดับ BBB+ ขึ้นไป แบบนี้จึงจะสบายใจ

หรือคนที่ลงทุนในหุ้น นอกจากการเลือกหุ้นแล้ว จังหวะในการซื้อหรือขายก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ซึ่งก็สามารถใช้หลักของความสบายใจได้เช่นกัน

หากตอนนี้ดูสัดส่วนหุ้นในพอร์ตแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ก็น่าจะลดพอร์ตหุ้นลงสักหน่อย ถือเงินสดให้มากขึ้น หรือในทางกลับกัน หากดูเงินออมของตัวเองแล้ว พบว่าอยู่ในแบงก์กินดอกเบี้ยเงินฝากมากเกินไป ไม่ค่อยสบายใจ เพราะไม่ได้นำเงินไปแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นให้สมกับคนที่มีความรู้เรื่องการลงทุน ก็ต้องหาลู่ทางการลงทุนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวม หุ้นกู้ หรือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหรือการใช้ชีวิต หากเราทำอะไรด้วยความรัก ด้วยความสบายใจ ก็ไม่ต้องไปแสวงหาความสุขจากที่ไหน…เพราะมันอยู่ในใจของเราทุกคนนั่นเองครับ