Home คอลัมนิสต์ ปิยมิตร ยอดเมือง หุ้นแบบไหน ‘สวยแต่รูป จูบไม่หอม’

หุ้นแบบไหน ‘สวยแต่รูป จูบไม่หอม’

522
0
SHARE

พูดถึงคำว่า “สวย” ในวงการตลาดหุ้นตอนนี้ ก็ต้องนึกถึงหุ้นที่ชื่อ BEAUTY หรือ บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีปริมาณการซื้อขายรวม 3 วัน (4-6 กรกฎาคม 2561) สูงถึงกว่า 4,000 ล้านหุ้น ทั้งๆ ที่จำนวนหุ้นจดทะเบียนของบิวตี้มีแค่ 3,004.84 ล้านหุ้นเท่านั้น ส่วนมูลค่าการซื้อขายช่วง 3 วัน สูงถึงกว่า 33,000 ล้านบาท สูงกว่ามาร์เก็ตแคป (มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด) ณ วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ของบิวตี้ ซึ่งอยู่ที่ 24,038.73 ล้านบาท

แต่สิ่งที่นักลงทุนรู้สึกกับหุ้น BEAUTY นั้นไม่ได้สวยสมชื่อครับ เพราะราคาหุ้นตัวนี้ไหลลงจาก 23.70 บาท มาต่ำสุดที่ 6.45 บาท ลดลงถึง 17.25 บาท หรือลดลงถึง 72.8% ภายในเวลาแค่ 2 เดือนเศษ ก่อนที่จะมีแรงรับซื้อกลับเข้ามาจากข่าวที่บริษัทฯ มีโครงการรับซื้อหุ้นคืน

วลีที่ว่า “สวยแต่รูป จูบไม่หอม” เมื่อนำมาใช้กับหุ้น ผมให้ความหมายสองอย่างครับ

หนึ่ง หมายถึงหุ้นที่ดูดีในสายตาของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ แต่ราคาหุ้นกลับสวนทิศสวนทางกับภาพที่ดูดีนั้น

สอง หมายถึงบริษัทที่เคยให้ข่าวว่าจะเติบโตอย่างนั้นอย่างนี้ จะมีรายได้โต กำไรโต แต่เอาเข้าจริงๆ ประกาศผลการดำเนินงานออกมาไม่ได้ดีดังว่า บางบริษัทรายได้ลดลง กำไรลดลง และบางบริษัทถึงขั้นขาดทุนเลยทีเดียว
หุ้น BEAUTY จูบไม่หอมตามความหมายแรกครับ เพราะก่อนหน้านี้บรรดานักวิเคราะห์ต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นหุ้นน่าซื้อ โดยราคาที่เหมาะสมปาเข้าไปเกือบ 30 บาทก็มี แต่กลับถูกเทขายกระหน่ำจนราคาไหลรูดถึงขั้นเสียขวัญกันเลยทีเดียว ลงไปต่ำกว่า 6.50 บาทด้วยซ้ำไป

ส่วนในความหมายที่สองนั้น ตอนนี้หุ้น BEAUTY ยังไม่เข้าข่ายครับ เพราะช่วงปี 2560 บริษัท บิวตี้ฯ มีกำไรสุทธิถึง 1,229.32 ล้านบาท และไตรมาสแรกของปีนี้ มีกำไรสุทธิ 282.41 ล้านบาท ต้องดูผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ที่จะประกาศออกมาในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ก่อนครับ ว่าตกต่ำผิดปกติหรือไม่ จึงจะบอกได้ว่าเป็นหุ้นสวยแต่รูป จูบไม่หอม อย่างสมบูรณ์แบบหรือไม่

จะว่ากันตามจริงแล้ว กรณีที่ราคาหุ้นไม่เป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก็ไม่ใช่ความผิดของบริษัทหรือผู้บริหารของบริษัทนั้น เพราะเป็นเรื่องความต้องการซื้อต้องการขายของนักลงทุนเอง แต่จะเป็นความผิดของบริษัทหรือผู้บริหารหากว่าข้อมูลข่าวสารที่บริษัทสื่อสารกับบรรดาสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์เป็นข้อมูลเท็จ ทำให้สื่อเสนอเรื่องที่ไม่เป็นจริง และนักวิเคราะห์ก็วิเคราะห์บนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่เป็นจริง

ดังนั้น ผู้บริหารที่ควรถูกตำหนิคือผู้ที่สร้างเรื่องหลอกลวง ไม่ใช่ผู้ที่ปล่อยให้หุ้นร่วงโดยไม่เข้ามาซื้อ เพราะหากผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องมีหน้าที่ประคับประคองราคาหุ้น ก็จะตกเป็นเหยื่อของพวกเล่นเกมสกปรกแบบ ทุบหุ้น-ช้อนซื้อไว้ตอนราคาต่ำๆ ด่าว่าผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ดูแล เพื่อใช้แรงกดดันให้มีคนเข้ามาซื้อหุ้นกลับ คนที่ช้อนซื้อก็อิ่มเอมกับกำไรมหาศาล

วงการหุ้นมันน่ากลัวตรงนี้แหละครับ ในหุ้นที่พุ่งแรงเกินจริง เราไม่รู้ว่ามันเป็นของดีจริงหรือเปล่า และเวลาที่หุ้นร่วงแรงเกินจริง เราก็ไม่รู้อีกว่ามีการเล่นเกมทุบหุ้นเพื่อที่จะช้อนซื้อราคาต่ำๆ เพื่อทำกำไรหลายเท่าตัวหรือเปล่า

สิ่งที่จะเป็นเกราะกำบังป้องกันตัวเองได้ดีที่สุดก็คือความเข้าใจในธุรกิจที่เราลงทุน เพื่อจะประเมินได้ในเบื้องต้น ว่าธุรกิจนั้นจะมีกำไรเติบโตจริงหรือไม่ และหมั่นตรวจสอบข้อมูล ความเห็น และข้อเท็จจริง ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่เราลงทุนอยู่เสมอ เพื่อจะได้ปรับตัวได้ทัน หากว่าหุ้นที่รูปสวยเกิดจูบไม่หอมขึ้นมา

ยุคนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากครับ การลงทุนแบบทิ้งๆ ขว้างๆ น่าจะใช้ไม่ได้แล้วกับยุคสมัยนี้