Home คอลัมนิสต์ วีระ ธีรภัทร สิ่งที่ตามมาเมื่อหุ้นแอปเปิลทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญ

สิ่งที่ตามมาเมื่อหุ้นแอปเปิลทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญ

1360
0
SHARE

ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผู้คนในตลาดหุ้นนิวยอร์คและที่อื่นๆ ต่างพากันตื่นเต้นเป็นอันมากเมื่อราคาหุ้นบริษัทแอปเปิลขยับทะลุราคา 200 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ พร้อมๆ กับมูลค่าตามราคาตลาดของบริษัทแอปเปิลก็ทะลุเพดานสำคัญนั่นคือ 1 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

เห็นพูดกันมากว่า เป็นบริษัทในตลาดหุ้นนิวยอร์คบริษัทแรกที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) ที่ทะลุหนึ่งล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ และยังเป็นบริษัทในตลาดหุ้นบริษัทแรกของโลกที่มีมูลค่าตามราคาตลาดทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐด้วย

มูลค่าของกิจการที่เรียกกันว่ามูลค่าตามราคาตลาดนั้น เป็นวิธีวัดขนาดของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯซึ่งใช้หลักการพื้นฐานง่ายๆ คือ เอาราคาหุ้นที่ซื้อขายกันคูณด้วยจำนวนหุ้นที่เรียกชำระค่าหุ้นแล้วในตอนนั้น ได้ตัวเลขออกมาเท่าไรก็คือมูลค่าที่ว่า ซึ่งสามารถใช้เปรียบเทียบขนาดของกิจการที่อยู่ในตลาดหุ้นได้ค่อนข้างง่ายว่าใครใหญ่กว่าใครได้แบบไม่สลับซับซ้อน

นั่นเป็นเหตุผลสมควรให้เราพูดถึงบริษัทนี้กันสักหน่อยครับ!

สำหรับคนอื่นยังไงไม่ทราบ ? แต่สำหรับผมมองไปรอบๆตัวเห็นอะไรบ้าง ตรงหน้าผมคือเครื่องคอมพิวเตอร์ไอแมค (iMac) ข้างๆ คีย์บอร์ดมี ไอแพด (iPad) และแน่นอนไอโฟน (iPhone) วางประดับอยู่คู่กัน ไม่มีก็แต่ไอพอด (iPod) หรือแมคบุ้ค (Mac Book) เท่านั้นแหละ

คิดว่าผมน่าจะเหมือนคนอื่นๆ จำนวนไม่น้อยที่เสียเงินเสียทองกับอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ที่โยงใยตัวเรากับโลกรอบๆตัวทางใดทางหนึ่งกับบริษัทแอปเปิล ไม่รวมการซื้อบริการเสริมผ่านแอปที่พาเหรดกันมาเสนอตัวขายบริการที่จะอำนวยความสะดวกด้านหนึ่งด้านหนึ่งในโลกยุคนี้

ไม่ใช่ทาสก็กำลังจะเป็นทาสกับอุปกรณ์พวกนี้เข้าไปทุกทีแล้วครับ

หลายคนอาจจะพูดถึงกำเนิดและความเป็นไปของบริษัทนี้ ย้อนหลังไปตั้งแต่ยุคแรกเริ่มในปี 2519 หรือว่าช่วงที่รุ่งโรจน์แล้วรุ่งริ่งเกือบจะล้มละลายเมื่อยี่สิบปีก่อน ก่อนที่คนก่อตั้งคือ สตีฟ จอบส์ จะหวนกลับคืนมารื้อฟื้นบริษัทอีกครั้งหนึ่งในช่วงประมาณปี 2539-2540 

การกลับมาของสตีฟ จอบส์เป็นการรื้อฟื้นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ที่เรียกว่า iMac กลับมาผงาดใหม่ ตามด้วยไอพอด (iPod) ที่ปฏิวัติวงการเพลงในปี 2544 

แต่นั่นคงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับการให้กำเนิดสมาร์ทโฟนที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบันคือ ไอโฟน iPhone ซึ่งจะว่าไปแล้วเพิ่งมีอายุแค่สิบปีเศษเท่านั้นเอง ถ้าหากนับหนึ่งที่เปิดตัวให้ผู้ใช้บริการเมื่อปี 2550 ก่อนหน้าจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจการเงินครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น

จากวันนั้นจนถึงวันนี้แอปเปิลขายมือถือไอโฟนขายออกไปแล้วทั้งหมด 1,400 ล้านเครื่อง!

จากไอโฟนรุ่นแรก จนมาถึงรุ่นปัจจุบันคือ ไอโฟน10 หรือ iPhoneX ต้องเรียกว่าผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน มีความแข็งแกร่งในตัวผลิตภัณฑ์เองเป็นอันมาก ในระหว่างทางก็มีการพัฒนาและปรับโฉมกันอย่างต่อเนื่อง แม้สตีฟ จอบส์จะวายชนม์ไป คนที่มาแทนคือ ทิม คุกก็รับช่วงต่อได้อย่างไม่สะดุด แถมยังเดินหน้าไปต่ออีกต่างหาก

เรียกว่าสำหรับโทรศัพท์มือถือแล้ว ไอโฟนมาถึงจุดที่เรียกว่า เสตทออฟดิอาร์ต (State of the Art) จนผมนึกไม่ออกแล้วว่า นับจากนี้ไปโทรศัพท์มือถือจะมีรูปร่างหน้าตาและการใช้งานแตกต่างจากที่เราใช้ๆ กันอยู่ในปัจจุบันอย่างไร?

เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อ ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตไปก็แล้วกัน

กลับมาเรื่องของบริษัทแอปเปิลกันต่อครับ ที่จริงผมแทบไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับผู้ก่อตั้งบริษัทนี้เอาเสียเลยก็ว่าได้ แม้แต่ผลิตภัณฑ์ที่นำออกมาจำหน่ายก็รู้แบบจำกัดจำเขี่ยเป็นอันมาก ยิ่งเรื่องของเทคโนโลยีที่นำมาประกอบดัดแปลงเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สื่อสารโทรคมนาคมหรืออะไรก็ตามในนามของ “แอปเปิล ผมแทบจะไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย และก็มีปัญหาเหมือนคนโบราณคนอื่นๆ นั่นก็คือซื้อมาแล้วต้องมานั่งปล้ำกับมันอยู่พักใหญ่กว่าจะใช้งานใช้การได้อย่างค่อนข้างจำกัด

ยิ่งถ้าหากยากและวุ่นวายด้วยแล้วละก้อ เป็นอันว่าไม่ใช้เลยถึงจะมีให้ใช้ก็ตามที

อันที่จริงเรื่องราวของบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ที่เรียกว่า เมกะคอมปานี (Megacompany) ซึ่งมีอายุอานามประมาณสามสิบปีหรือเต็มที่สี่สิบปีนั้น นอกจากจะมีส่วนกดดันให้ต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีในด้านสื่อสารโทรคมนาคมมรองรับการใช้งานแล้ว การพัฒนาของเทคโนโลยีสื่อสารที่เกิดขึ้นหลากหลายในเวลาต่อมาก็มีส่วนไปทำให้ผู้ผลิตสินค้าและบริการต้องพัฒนาตัวเองสินค้าและบริการของตนล้อกันไป

ถ้าหากไม่มีฮาร์ดแวร์และเครือข่ายที่รองรับได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายอินเตอร์เนท ชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ที่เรามองไม่เห็นแต่มีประสิทธิภาพมาก ไม่รวมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถสร้างสรรค์อะไรตามมามากมาย 

เราคงไม่มีอะไรอย่างที่มีอยู่ในปัจจุบันเช่นกัน

แต่ละบริษัทขนาดยักษ์ใหญ่มหึมาที่เราเห็นในขณะนี้ ต่างคนต่างครอบครองพื้นที่อย่างแน่นหนา สร้างรายได้ ทำกำไรอย่างมหาศาลให้กับผู้ถือหุ้นและพนักงานบริษัท แต่ก็ทำให้เกิดข่องทางและโอกาสให้คนที่สามารถดัดแปลงไปใช้งานสร้างรายได้ไม่น้อยเช่นกัน

เรียกว่าในโลกออนไลน์และโลกโชเชียลมีเดีย ทุกอย่างเป็นไปได้หมด

ในโลกปัจจุบันที่ผมเคยพูดบ่อยๆว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยสื่อสารโทรคมนาคมที่มีอยู่ไม่กี่รายและบอกตามตรงผมกลัวการครอบงำของบริษัทพวกนี้มากนั้น 

นอกจากแอปเปิลที่ฝ่าด่านมูลค่าตามราคาตลาด 1 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐไปแล้วนั้น

ถ้าหากบริษัทที่เราคุ้นชื่อกันดีที่เดินตามหลังแอปเปิลจะทะลุข้อจำกัด 1 ล้านล้านเหรียญในอนาคตอันใกล้นี้ก็ไม่แปลกแต่ประการใด ถ้าพิจารณาจากมูลค่าตามราคาตลาดของบริษัทเหล่านี้

บริษัทอมาซอนตอนนี้ 890,000  ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

บริษัทอัลฟาเบท(บริษัทแม่ของกูเกิล) ตอนนี้ 860,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

บริษัทไมโครซอฟท์ตอนนี้ 825,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

ฯลฯ

คำถามก็คือที่เล่ามาเป็นตุเป็นตะตั้งแต่ต้นจนถึงบรรทัดนี้มันบอกอะไรเรา? มันชี้อะไรให้เราดู? และแน่นอนครับว่า “เรา”จะอยู่กับมันแบบไหนและอย่างไร?

ถ้าไม่ยุ่งยากจนเกินไปจะอรรถาธิบายความในตอนต่อไปครับ

——————————

เกี่ยวกับผู้เขียน

‘วีระ ธีรภัทร’ นักจัดรายการวิทยุฝีปากกล้า ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการขนานนามว่า ‘King of Wave’  ด้วยสไตล์การจัดรายการที่โดดเด่น ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน นอกจากจะมีประสบการณ์ในการจัดรายการวิทยุ-โทรทัศน์มาอย่างยาวนานแล้ว ‘วีระ’ ยังผลิตงานเขียนออกมามากมายตลอดระยะเวลา 40 ปีในแวดวงสื่อสารมวลชน จนเมื่ออายุเข้าวัยเกษียณ เขาประกาศ ‘ลดงาน’ ทุกประเภทลง แต่เขายอมที่จะกลับมาลงมือเขียนเล่าประสบการณ์ชีวิต การทำงานและการใช้เงิน ในสไตล์ ‘วีระ’ นั่นคือ “งานก็ได้ผล เงินก็ได้ผลาญ” อีกครั้งใน Money2Know