Home คอลัมนิสต์ ขวัญชนก วุฒิกุล อยากปลดหนี้ แต่ไม่มีเงิน

อยากปลดหนี้ แต่ไม่มีเงิน

1022
0
SHARE

“พฤติกรรมการกู้ของคนไทยมีความหลากหลายมาก โดยประมาณ 60% ของกลุ่มผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 25 ปีและมากกว่า 70 ปี จะมีสินเชื่อเพียง 1 สัญญาและใช้สถาบันการเงินเพียง 1 แห่ง ในขณะที่ 60% ของผู้กู้วัยทำงาน จะมีหลายสัญญา โดยในจำนวนนี้ 20% มีมากกว่า 5 สัญญา และ 10% ใช้มากกว่า 5 สถาบันการเงิน”

นี่เป็นส่วนหนึ่งของบทความ X-Ray พฤติกรรมการกู้ของคนไทย ผ่าน Big Data ของเครดิต บูโร” ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อตอบคำถามสำคัญ 2-3 ประการ นั่นคือ ใครมีหนี้ประเภทไหน กับสถาบันการเงินใดบ้าง และพฤติกรรมการกู้เหล่านี้มีผลต่อคุณภาพหนี้อย่างไร เป็นบทความที่จัดทำโดยคณะวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กับตัวแทนจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

งานวิจัยชิ้นนี้ เป็นการหยิบข้อมูลลูกหนี้ที่รวมศูนย์อยู่ที่ “เครดิต บูโร” ออกมาแยกแยะ ซึ่งแน่นอนว่า ต้องเชื่อถือได้ เพราะ “ข้อมูลลูกหนี้” ที่เครดิต บูโร มีจำนวนมหาศาล มีทั้งลูกหนี้ปกติ กู้ปกติ ผ่อนปกติ และลูกหนี้ไม่ปกติ กู้ปกติ (หรือมากกว่าปกติ) แต่ผ่อนไม่ปกติ ผิดนัดชำระหนี้บ้าง หรือไม่ชำระหนี้บ้าง จนกลายสภาพเป็นลูกหนี้ที่เราเรียกกันว่า “ติดแบล็คลิสต์”

ด้านบวกของ “เครดิต บูโร” ก็อยู่ตรงนี้ ตรงที่สถาบันการเงิน ซึ่งเมื่อก่อนตรวจเช็คประวัติลูกหนี้ยาก ก็สามารถเช็คได้ง่ายขึ้นว่า ลูกหนี้มีประวัติดีหรือไม่ดีแค่ไหน แล้วจึงนำคุณภาพลูกหนี้มาประเมินว่าจะปล่อยสินเชื่อใหม่ให้หรือไม่ และจะให้สินเชื่อเท่าไหร่ ทำให้สถาบันการเงินมีความเสี่ยงลดลง ขณะที่ลูกหนี้ก็ควรจะต้องมีพฤติกรรมการชำระหนี้ดีขึ้น เพื่อป้องกันการถูกแบล็คลิสต์

แต่เอาเข้าจริง ก็น่าแปลกที่เรายังได้เห็นลูกหนี้ที่มีบัตรเครดิต 8 ใบ ยังสามารถทำบัตรเครดิตเพิ่มได้อีก และอีกหลายๆ คนยังกู้ซ้ำกู้ซ้อนได้อีก จนเข้าข่าย “หนี้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด”

ช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ดิฉันเผชิญหน้ากับคนที่อยู่ในภาวะ “หนี้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” ทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นจำนวนมาก

ทางตรง ก็คือ บรรดาลูกหนี้ที่มาออกรายการ “ทีเด็ดลูกหนี้” รวมถึงน้องๆ พนักงานในโรงงานผลิตชุดชั้นใน “ซาบีน่า” ซึ่งดิฉันได้รับเชิญจากคุณบุญชัย ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ “ซาบีน่า” ให้เข้าไปลุยดงโรงงาน คุยกับหนุ่มสาวโรงงานถึง 3 แห่งด้วยกัน ส่วน “ทางอ้อม” ก็คือ ผู้ชมรายการโทรทัศน์ที่เกิดสงสัยอยากถามเพิ่ม ก็ขวนขวายส่งคำถามมาทางกล่องข้อความในเฟซบุ๊คแฟนเพจของดิฉัน

ชายหนุ่มคนล่าสุดที่ส่งข้อความมานั้น ถามคำถามโลกแตกว่า “อยากปิดบัญชีหนี้บัตรเครดิต แต่ไม่มีเงิน จะทำยังไง ใครจะช่วยได้บ้าง”

อยากปลดหนี้ แต่ไม่มีเงิน นี่เป็นเรื่องยากแสนยากค่ะ แต่เอางี้ค่ะ ลองดูว่า เผื่อจะทำอะไรได้บ้างใน 4 หนทางนี้ ดีกว่าไม่ได้ลองทำอะไรเลย

หนึ่ง “หาเงินมาจ่ายคืนหนี้ทั้งหมด” ปิดบัญชีรักบัญชีแค้นกันไปเลย แต่เดี๋ยว ! ก็เพิ่งจะบอกอยู่ว่า ไม่มีเงิน แล้วจะให้เอาเงินมาจากไหน ก็ต้องสำรวจตัวเองค่ะว่า เรามีทรัพย์สินอะไรที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เราเป็นหนี้อยู่หรือไม่ หรือเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ จะมอเตอร์ไซค์ จะรถยนต์ ต่อให้รักแสนรักแค่ไหน ก็ต้องขายค่ะ เอาเงินมาใช้คืน เก็บเงินใหม่ตั้งตัวได้ ก็ค่อยซื้อใหม่ได้

สอง ถ้าไม่มีเงินมาใช้คืนจริงๆ ก็ต้อง “ย้ายหนี้จากแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยสูง มายังแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ” เพื่อที่จะช่วยลดรายจ่ายดอกเบี้ยลง จะย้ายจากนอกระบบมาเป็นกู้ในระบบแทน หรือจะหาสวัสดิการเงินกู้จากบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่ดอกเบี้ยต่ำ หรือจะกู้โดยนำหลักทรัพย์ไปค้ำประกัน คือถ้าดอกเบี้ยลดลง ภาระต่อเดือนน้อยลง ก็ทำให้ความเป็นอยู่ในแต่ละเดือนพอจะหายใจหายคอได้คล่องขึ้น

สาม กรณีที่เป็นเงินกู้จากหลายๆ แหล่ง หลายๆ ที่ ให้ “รวมเงินกู้เป็นวงเงินเดียวกัน” ยุบจำนวนเจ้าหนี้จากหลายรายเหลือรายเดียว จะได้ไม่ปวดหัว สำหรับคนที่เป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อเงินสด หรือสินเชื่อบุคคล ให้เข้าไปขอคำแนะนำจากคลินิคแก้หนี้เลยค่ะ เพราะถ้าคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ ก็สามารถเข้าโครงการได้ เจ้าหนี้เหลือแค่รายเดียว ดอกเบี้ยก็ต่ำกว่า แต่เงื่อนไขเข้าโครงการอาจจะเข้มงวดบ้างนะคะ

สุดท้าย ถ้าไปไม่รอดจริงๆ ขยับไม่ออก กระดิกไม่ได้ ก็ต้อง “หาทางเจรจากับเจ้าหนี้” เพื่อประนอมหนี้ เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ให้ลองเจรจาเพื่อหาวิธีการในการผ่อนชำระที่สามารถปฏิบัติได้ เช่น การขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไป ภาระจะได้ลดลงบ้าง

บอกเผื่อไว้เลยสำหรับคนที่อยากจะย้ายหนี้นอกระบบที่เจ้าหนี้ตามจิกแบบสุดโหด มาเป็นหนี้ในระบบ (หรือหนี้กับสถาบันการเงิน) แทนนั้น สถาบันการเงินจะพิจารณาอนุมัติหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของผู้กู้ ว่าผู้กู้มีประวัติทางการเงินเป็นอย่างไร  นอกจากนี้ จะพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ ว่า ณ ปัจจุบันผู้กู้มีภาระที่ต้องจ่ายชำระหนี้จำนวนเท่าไรต่อเดือน เพื่อนำมาประเมินต่อว่า ผู้กู้ยังมีความสามารถในการจ่ายชำระหนี้เพิ่มในแต่ละเดือนได้อีกหรือไม่

สุดท้ายคือ รายได้ขั้นต่ำ ซึ่งตามเกณฑ์ผู้ขอกู้ต้องมีรายได้ขั้นต่ำ 10,000 บาท และมีสลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองเงินเดือน เพื่อเป็นหลักฐานในการขอกู้ ใครที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด มีคำแนะนำให้แก้ไขด้วยการ “ทำรายการเดินบัญชี” หมายถึงฝากเงินเข้าบัญชีสม่ำเสมอทุกเดือนติดต่อกันตามระยะเวลาที่กำหนดเพื่อให้ทางสถาบันการเงินได้เห็นว่า เรามีวินัยทางการเงินเพียงพอ และมีศักยภาพในการชำระคืนหนี้ให้กับสถาบันการเงินได้ ก็อาจจะทำให้ได้รับการพิจารณาอนุมัติได้ง่ายขึ้น

อยากปลดหนี้ แต่ไม่มีเงิน ถึงจะยาก แต่ก็ยังไม่ถึงกับหมดหนทางค่ะ