Home ลงทุน หุ้น “อินทัช”เดินหน้าลงทุนสตาร์ทอัพ

“อินทัช”เดินหน้าลงทุนสตาร์ทอัพ

342
0
SHARE
“อินทัชโฮลดิ้งส์”เดินหน้าหาลงทุนเพิ่มในสตาร์ทอัพ ปีนี้รายได้รวมเติบโต 647 ล้านบาท ขณะที่รายได้แอดวานซ์ลดลงจากการแข่งขันสูง ส่วนไทยคมเริ่มฟื้นตัว

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) จัด“Opportunity Day บริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน”โดยมี นางสาวอุมาวรรณ ส่องศิริ Manager Portfolio Management & Investor Relation บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด(มหาชน) หรือ INTUCH ชี้แจงถึงผลดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 2 และแผนธุรกิจ

นางสาวอุมาวรรณ ส่องศิริ กล่าวว่าปัจจุบันกลุ่มอินทัชร่วมลงทุนกับบริษัทต่างๆไปแล้วถึง 14 บริษัทด้วยกัน โดยใช้งบลงทุนทั้งหมดไปแล้วกว่า 433 ล้านบาท โดยที่ปีนี้ ก็ยังจะมีการเข้าไปร่วมลงทุนกับบริษัทใหม่เพิ่มขึ้นอย่างเช่น YDM Thailand ซึ่งใช้งบลงทุนเริ่มต้นที่ 30 ล้านบาทก่อน

นอกจากนี้แล้วในกลุ่มธุรกิจประเภท VC ถือว่าปีนี้อินทัชมีรายได้เติบโตขึ้นมา 647 บาท ส่วนหลักมาจาก Ookbee ซึ่งเป็นเป็นแอพพลิเคชันร้านหนังสือในรูปแบบดิจิทัล และได้มีการให้ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมในการคิดคอนเทนท์ต่างๆได้ในช่วงหลังอีกด้วย

กลุ่มอินทัชมีงบประมาณการลงทุนปีละ 200 ล้านบาท ซึ่งทางอินทัชได้เล็งเห็นความสำคัญการลงทุนกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น แต่ก็ได้มีการประเมินความเสี่ยงอยู่เช่นกัน เพราะการลงทุนกับบริษัทเริ่มต้นก็มีความเสี่ยงสูงเหมือนกัน แต่ว่าในระยะยาวก็ให้ผลตอบแทนที่สูงถ้าหากธุรกิจไปต่อได้ โดยกลุ่มธุรกิจหลักที่ทางอินทัชจะเข้าไปร่วมทุนมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทนั่นคือดิจิทัล และ TMT โดยมีการพิจารณาหาบริษัทที่จะมาร่วมทุนจากคุณสมบัติที่ต้องมีผลประกอบการดี แต่ว่ายังขาดเงินในการลงทุน

ในขณะที่การขายหุ้นของทางบริษัทอินทัช เน้นการดำเนินงานอยู่ 2 วิธีหลักคือการหาพาร์ทเนอร์ใหม่เข้ามาร่วมทุน และขายหุ้นให้กับเจ้าของเดิมที่ต้องการซื้อหุ้นกลับไป ในส่วนของบริษัทที่น่าสนใจที่อินทัชจะเข้าไปร่วมลงทุนด้วยในปีนี้อย่าง YDM Thailand เป็นบริษัทดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง ซึ่งผลิตโฆษณาครบวงจร และยังเป็นบริษัทดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง อันดับ 1 ของประเทศไทยอีกด้วย นอกจากนี้ YDM Thailand ยังมีเป้าหมายในการเข้า IPO ภายใน 2 ปีข้างหน้า

สำหรับเหตุผลที่อินทัชเลือกเข้าไปลงทุนกับ YDM Thailand เพราะมองว่าดิจิตอล แอดเวอร์ไทซิ่ง เติบโตขึ้นมา 37% จาก 6 ปีล่าสุด นอกจากนี้แล้ว YDM Thailand ยังมีพาร์ทเนอร์ที่สามารถสนับสนุนการทำงานให้มีประสิทธิภาพอย่างบริษัท เยลโหล ในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งใช้นวัตกรรมใหม่อย่าง AI เข้ามาช่วยทำการตลาดโดยจะสามารถเก็บสถิติข้อมูลพฤติของลูกค้า เพื่อใช้สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกว่าสถานการณ์ปัจจุบันลูกค้าต้องการอะไร ก็จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

บริษัท Event Pop เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่กลุ่มอินทัชจะเข้าไปร่วมทุนด้วยในปีนี้ โดยประกอบกิจการประเภท Event Management หลายประเภท และที่ผ่านมาได้มีการขยายฐานลูกค้าไปยังต่างประเทศเช่นประเทศฮ่องกง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่กลุ่มอินทัช มองว่าจะสามารถทำกำไรได้ในระยะยาวจากแผนธุรกิจที่มีมาอย่างชัดเจนตลอด ประกอบกับการรุกตลาดต่างประเทศซึ่งคาดว่าน่าจะสร้างผลประกอบการได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ WONGNAI ที่เคยร่วมมือกันมาก่อนหน้านี้แล้ว ต้องบอกว่าปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมา WONGNAI มีการเติบโตที่รวดเร็วเป็นอย่างมาก โดยไม่ได้มีการบริการแค่รีวิวร้านอาหารเท่านั้น เพราะที่ผ่านมา WONGNAI ประสบความสำเร็จอย่างมากจากการเป็นผู้รีวิวร้านอาหารที่น่าสนใจ โดยมีสถิติว่า WONGNAI ได้รีวิวร้านอาหารไปแล้วกว่า 2 แสนร้าน และมีผู้เข้าชมมากกว่า 20 ล้านคนต่อเดือน นอกจากนี้แล้วยังได้มีการเข้าไปจับตลาดข่าวเพิ่มอีก

รายได้ของ WONGNAI มาจากการรีวิวร้านอาหารอย่างที่กล่าวไปข้างต้นซึ่ง 6 เดือนแรกมีรายได้จากบริการนี้ 39% แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เคยทำรายได้ในการรีวิวร้านอาหารอยู่ที่ 51% นั่นเป็นเพราะว่า WONGNAI ได้มีการขยายฐานในการให้บริการออกไปให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งที่เพิ่มเข้ามาก็ประกอบด้วยธุรกิจอีเวนต์, ข่าว, ความงาม, ท่องเที่ยว

ล่าสุดยังไปร่วมมือกับ Food Story ในธุรกิจอาหาร ซึ่งทาง WONGNAI จะทำผลิตภัณฑ์ส่งให้ทาง Food Story อีกด้วย

แข่งขันสูง ฉุดรายได้แอดวานซ์

AIS ที่เป็นรายได้หลักของกลุ่มอินทัชมาโดยตลอด มีรายได้ 6 เดือนหลังโตขึ้น 5% หลังจากที่ได้รวม CS Loxinfo เข้ามาอยู่ด้วยกัน จากที่เคยคาดการณ์ว่าปีนี้รายได้ของ AIS จะเติบโตขึ้น 7-8% ทั้งปีแต่ว่าสถานการณ์แข่งขันที่ดุเดือดในช่วงครึ่งปีแรกทำให้เห็นว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ตามเป้า 7-8% จึงขอลดเป้าหมายการเติบโตทั้งปีลงมาที่ 5-7% เพื่อให้สมเหตุสมผลกับสถานการณ์การแข่งขันของตลาดปัจจุบัน โดย AIS ใช้งบลงทุนในครึ่งปีแรกไปแล้ว 1.1 หมื่นล้านบาท และปีนี้ทั้งปีมีแผนลงทุนทั้งสิ้น 2.5 หมื่นล้านบาท

แผนการดำเนินการธุรกิจของ AIS ยังคงเหมือนเดิม แต่จะปรับวิธีการจ่ายโดยใช้การยืดระยะเวลาในการจ่ายออกไปเพื่อให้ลดต้นทุนที่จะต้องจ่ายในปีนี้ ขณะที่ตลาดมือถือปัจจุบัน ยังคงโตขึ้นจากกลุ่มโพสเพสเป็นหลัก และการถือครอง 4G ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ลูกค้า AIS มีการใช้งาน DATA เฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 8.6 GB ต่อคน จากเดิมที่มีการใช้งาน DATA เฉลี่ยอยู่ที่ 7.4 GB ต่อคน ซึ่งได้มีการออกโปรโมชั่นใหม่ๆในการดึดดูดลูกค้าอยู่ตลอดเวลา โดยที่ค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดของ AIS ก็ลดลงทุกไตรมาสเช่นกัน

แนวโน้มไทยคมฟื้นตัว

ขณะที่ไทยคม สถานการณ์ในครึ่งปีแรกนั้น รายได้ของไทยคมลดลงมาเล็กน้อยเป็นผลมาจากการสูญเสียลูกค้าบอร์ดแบนด์ และบอร์ดแคสท์ แต่ว่าก็ยังคงมีสัญญาณที่ดีอยู่บ้าง คือค่าใช้จ่ายต่างๆของไทยคมเองก็มีการปรับลดลงเช่นกัน

ถ้าคาดการณ์แนวโน้มรายได้ของไทยคมทั้งปียังมองว่าน่าจะลดลงเล็กน้อย แต่ว่าก็ยังมีผลกำไรอยู่ที่ 223 ล้านบาท ในครึ่งปีแรก แต่แนวโน้มรายได้ก็ยังมีทิศทางที่ดีให้เห็นอยู่บ้างจากการบริหารลูกหนี้ได้ดีขึ้นและมีลูกค้าต่างประเทศทั้งญี่ปุ่น และฟิลิปินส์ เพิ่มเข้ามา

ส่วนธุรกิจบอร์ดแบนด์ ก็มีลูกค้าทั้งไทย และเมียนมา เพิ่มขึ้น ซึ่งในแพลตฟอร์มไทยคมมีช่องทีวีอยู่ร่วมพันช่อง นอกจากนี้แล้วไทยคมยังได้มีการเข้าไปเป็นที่ปรึกษาในด้านการให้คำปรึกษาการทำการคตลาดกับช่องทีวีที่ประเทศบังคลาเทศ อีกด้วย ส่วนการให้บริการในธุรกิจประเภทนาวาเซอร์วิซของไทยคมปรากฎว่าครึ่งปีแรกของปีนี้สามารถเพิ่มลูกค้าได้อีก 19 ราย ทำให้มีลูกค้าอยู่ในมือ 39 ราย

“ทางไทยคมเองก็ยังคงเน้นการทำธุรกิจดาวเทียมต่อไปเพราะยังมองว่าเป็นธุรกิจที่ยังมีความจำเป็นและสามารถประกอบกิจการต่อไปได้ แต่จะเน้นการร่วมมือในการให้บริการระดับวงโคจรที่ต่ำลงมาจากต่างประเทศมากขึ้น”

ทั้งนี้ช่วง 6 เดือนแรกของปี 61 กลุ่มอินทัชมีรายได้เฉียด 7 พันล้านบาท โตขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปี 60 ซึ่งเป็นผลมาจากการขายบริษัท CS Loxinfo ของไทยคม แต่ถ่้าตัดรายได้ส่วนนี้ออกไปก็ยังสามารถเติบโตได้คิดเป็น 8% เพราะเป็นผลมาจาก AIS ที่สามารถทำกำไรได้ดีในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ขณะที่ปีนี้กลุ่มอินทัชยังคงเน้นการเข้าไปร่วมลงทุนกับบริษัทอื่นๆ

ซึ่งได้มีการร่วมมือกับหลายบริษัทมาตั้งแต่ปี 55 แล้ว ในส่วนการเติบโตของกลุ่มอินทัชยังคงประกอบไปด้วย 2 ปัจจัยหลักคือการทำรายได้ของ 2 บริษัทหลักอย่าง AIS และ ไทยคม และอีกส่วนคือการเข้าไปร่วมลงทุนกับบริษัทอื่นๆ

ขณะเดียวกันกลุ่มอินทัชมีแผนการลงทุนในกลุ่มบริษัทอื่น 200 ล้านบาท/ปี และปีนี้ก็ได้ลงทุนไปแล้ว 30 ล้านบาทกับการเข้าไปร่วมทุนกับ YDM Thailand

ราคาหุ้น INTUCH ปิดตลาดวันที่ 10 ส.ค. ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.44% อยู่ที่ 56.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 301.58 ล้านบาท

อ่านรายะเอียด ผลประกอบการอินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด(มหาชน)