Home คอลัมนิสต์ วัชรา จรูญสันติกุล สหรัฐเดินหน้ากดดันอิหร่าน จ่อออกมาตรการคว่ำบาตรรอบ2

สหรัฐเดินหน้ากดดันอิหร่าน จ่อออกมาตรการคว่ำบาตรรอบ2

269
0
SHARE
ราคาน้ำมัน

รัฐมนตรีคลังสหรัฐส่งสัญญาณกดดันอิหร่านในมาตรการคว่ำบาตรรอบที่ 2 สกัดไม่ให้เข้าระบบการชำระเงินระหว่างธนาคาร หรือ SWIFT ซึ่งรวมถึงธนาคารกลางอิหร่านด้วย โดยคาดว่าจะประกาศให้มีผลบังคับใช้ในค่ำคืนนี้ หลังจากที่มาตรการห้ามส่งออกน้ำมันเริ่มมีผลในวันนี้ (5 พฤศจิกายน) แล้ว

คำเตือนของทางการสหรัฐเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรที่มีต่ออิหร่านนั้น หมายถึงการสกัดกั้นอิหร่านที่จะไม่ให้มีการเปิดช่องทางด้านการขนส่งทางเรือ (Shipping) ด้านการทำธุรกรรมทางการเงิน (Financial) และด้านการค้าน้ำมัน (Energy Sectors)

ทังนี้ มาตรการห้ามทำธุรกรรมในการโอนเงินผ่านช่องทาง SWIFT จะทำให้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบสมบูรณ์ ต่อจากที่เคยประกาศคว่ำบาตรในครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมปีนี้

สหรัฐได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน เพื่อสกัดกั้นรัฐบาลอิหร่านในการเข้าซื้อสกุลเงินดอลลาร์ การทำธุรกรรมในสกุลริอัลในบัญชีธนาคารระหว่างประเทศ หรือในการออกพันธบัตร, การทำธุรกรรมซื้อขายทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ที่รวมถึงถ่านหิน อลูมิเนียม และเหล็ก สำหรับการผลิตในภาคอุตสาหกรรม และรถยนต์

อิหร่านต้องคอยรับมือกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐนานหลายทศวรรษในช่วงก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญาข้อตกลงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านกับอีก 6 ชาติเมื่อปี 2015 ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี รัสเซีย และจีน

แต่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยกเลิกการเข้าร่วมในข้อตกลงดังกล่าว ทำให้สหรัฐสามารถประกาศคว่ำบาตรอิหร่านได้ในรอบ 180 วัน โดยรอบแรกได้ประกาศไปเมื่อเดือนสิงหาคม และรอบ 2 มีผลในการห้ามส่งออกน้ำมันของอิหร่านภายในวันที่ 4 พฤศจิกายน ซึ่งจะมีผลหลังเที่ยงคืนวันนี้ตามเวลาในไทย

อย่างไรห็ตาม ล่าสุดมีรายงานว่า สหรัฐจะมีการประกาศรายชื่อ 8 ประเทศที่ได้รับการยกเว้นให้นำเข้าน้ำมันจากอิหร่านได้ โดย 4 ประเทศที่มีการเปิดเผยชื่อออกมาแล้วคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และจีน ส่วนที่เหลือก็จะมีประกาศหลังเที่ยงคืนวันนี้ โดยจอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทำเนียบขาวเปิดเผยว่า สหรัฐจะไม่พิจารณาผ่อนปรนให้กับประเทศในสหภาพยุโรป (EU)

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า เยอรมนี ฝรั่งเศสและอังกฤษ จะยังคงนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านโดยยึดตามข้อตกลงเรื่องนิวเคลียร์ที่ยังคงผูกพันกันอยู่ต่อไป โดยร่วมกันนำเสนอทางเลือกให้มีการชำระเงินเป็นการเฉพาะเจาะจง โดยผ่านเครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า SPV (Special Purpose Vehicle) แต่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการที่สหรัฐจะยกเลิกไม่ให้อิหร่านดำเนินการทางการเงินผ่าน SWIFT

เพราะผลกระทบจะเกิดขึ้นในวงกว้าง ซึ่งจะส่งผลต่อแบงก์และสถาบันการเงินของอิหร่าน 30 แห่ง รวมถึงธนาคารกลางอิหร่าน ที่ไม่สามารถทำการโอนเงินผ่านระบบ SWIFT ซึ่งดูแลโดยสหรัฐที่มีการใช้เงินดอลลาร์ในการโอนชำระเงินถึง 80% รวมทั้งมีแบงก์และสถาบันการเงินเป็นสมาชิกถึง 11,000 แห่งจาก 200 ประเทศทั่วโลก

สำหรับการระงับส่งออกน้ำมันของอิหร่านที่เคยผลิตป้อนตลาดโลกถึงวันละ 2.7 ล้านบาร์เรลก่อนนี้ หากถูกระงับอย่างสิ้นเชิง ก็ถูกจับตามองจากทั่วโลกถึงผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งก่อนหน้านี้มีการมองว่าราคาน้ำมันอาจจะพุ่งถึง 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในสิ้นปีนี้

แต่ผลกลับเป็นไปในทิศทางตรงข้าม โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกกลับชะลอตัวลงราว 6% ทั้งราคาน้ำมันดิข WTI และน้ำมันดิบเบรนท์ หลังจากที่ทั้งรัสเซียและสหรัฐเป็นฝ่ายที่มีการผลิตน้ำมันทดแทนส่งออกมากขึ้น โดยรัสเซียเพิ่มการผลิตเป็นวันละ 11.51 ล้านบาร์เรล และสหรัฐเพิ่มส่งออกน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) ถึงวันละ 11.34 ล้านบาร์เรล

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบล่าสุดอยู่ที่ 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลสำหรับ WTI  และยืนที่ราคา 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลสำหรับราคาน้ำมันดิบเบรนท์