Home ทิศทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทย รัฐบาลออกพระราชกำหนด คุมเข้ม’สกุลเงินดิจิทัล’ มีผล14พ.ค.นี้

รัฐบาลออกพระราชกำหนด คุมเข้ม’สกุลเงินดิจิทัล’ มีผล14พ.ค.นี้

3702
0
SHARE
พระราชกําหนด การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561
รัฐบาลออกพระราชกำหนดคุมเงินดิจิทัล มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 14 พ.ค. คุมเข้มการประกอบธุรกิจ มีโทษทั้งทางแพ่ง-อาญา ธุรกิจที่ระดมทุนไปแล้วเข้าข่ายด้วย ต้องยื่นขออนุมมัติใหม่จากก.ล.ต.ภายใน 90 วัน 

รัฐบาลออกมาตรการควบคุมการซื้อขายสกุลเงินดิจิจัล หลังจากราชกิจจานุเบกษา ประกาศพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ลงประกาศวันที่ 13 พ.ค. 2561 ซึ่งมีทั้งสิ้น 100 มาตรา โดยมีผลใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. 2561

กระแสสกุลเงินดิจิทัลได้ไหลบ่าเข้ามาในไทย เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก แต่รัฐบาลยังไม่มีกลไกดูแล เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ที่เกี่ยวพันกับเทคโนโลยียุคใหม่ จนมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาหาแนวทางการดูแล จนล่าสุดออกมาเป็นพระราชกำหนด ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่ออกมาเพื่อกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ

ความวิตกกังวลของหน่วยงานที่ดูด้านการเงิน ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)มีมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากวิตกว่าจะกระทบระบบการเงินของประเทศ อีกทั้งอาจมีการหลอกลวงประชาชนในการลงทุนสกุลเงินดิจิทัล

รายงานล่าสุดของธปท.ระบุว่า มูลค่าการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีในไทยเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงปลายปี 2017 โดยในช่วงเดือนธันวาคม มูลค่าการซื้อขายอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยที่ 600 ล้านบาทต่อวัน โดยมีบัญชีที่มีการซื้อขายสูงถึง 46,000 บัญชี

จากธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นและมีธุรกิจหลายรายได้ออกสกุลเงินดิจิทัลเพื่อระดมทุนไปแล้ว ทำให้การกำกับดูแลถือเป็นเรื่องเร่งด่วน ดังเหตุผลของการออกกฎหมาย ดังนี้

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกําหนดฉบับนี้ คือ ปัจจุบันได้มีการนําคริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือในการระดมทุนผ่านการเสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชน เป็นสื่อกลาง ในการแลกเปลี่ยน รวมถึงนํามาซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนในศูนย์ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล

แต่ยังไม่มีกฎหมายที่กํากับหรือควบคุมการดําเนินการดังกล่าวในประเทศไทย ซึ่งทําให้มีการประกอบธุรกิจหรือ การดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน ระบบเศรษฐกิจของประเทศ และเกิดผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

ดังนั้น เพื่อกําหนดให้มีการกํากับและควบคุมการประกอบธุรกิจและ การดําเนินกิจกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล และเพื่อรองรับการนําเทคโนโลยีมาทําให้เกิดการพัฒนา ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน อันจะเป็นการสนับสนุนและอํานวยความสะดวกให้ผู้ประกอบธุรกิจ ที่มีศักยภาพมีเครื่องมือในการระดมทุนที่หลากหลาย

รวมทั้งประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลที่ชัดเจน เพียงพอเพื่อใช้ในการตัดสินใจ เกิดความโปร่งใสในการดําเนินการ และป้องกันมิให้มีการนําสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ไม่มีแหล่งที่มาที่ชัดเจนไปใช้ประโยชน์หรือกระทําการใดในลักษณะที่เป็นการหลอกลวงประชาชนหรือ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชญากรรม และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจําเป็นต้องตราพระราชกําหนด

ทั้งนี้ พระราชกำหนดฯ มีทั้งสิ้น 100 มาตรา โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้รักษาการตามพระราชกำหนด

สำหรับบทเฉพาะกาลตามมตรา 100 ระบุว่า “ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้ประกอบธุรกิจอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกําหนดนี้ใช้บังคับและเป็นธุรกิจที่ต้องขออนุญาตตามพระราชกําหนดนี้ หากจะดําเนินกิจการต่อไป ให้ยื่นคําขออนุญาตตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกําหนดนี้ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชกําหนดนี้ มีผลใช้บังคับ และเมื่อได้ยื่นคําขออนุญาตแล้ว ให้ดําเนินกิจการต่อไปได้จนกว่าจะมีคําสั่งไม่อนุญาต”

อย่างไรก็ตาม พระราชกำหนดฉบับนี้ ให้อำนาจสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เป็นผู้มีอำนาจในการกฏระเบียบต่างๆเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งต้องรอให้ก.ล.ต.ประกาศออกมาภายหลัง ซึ่งพระราชกำหนดได้มีระบุถึงการกำกับดูแล บทลงโทษทางทางแพ่งและอาญาในกรณีมีผู้กระทำผิด

นอกจากนี้ ผู้ออกเสนอขายสินทรัพย์ดิจิทัลยังถือว่าเป็นสถาบันการเงินที่ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อีกด้วย

รายละเอียด พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561