Home เงินทอง เงินเกษียณ 3 ช่องทางสร้างเงินบำนาญ ‘ฟรีแลนซ์-อาชีพอิสระ’

3 ช่องทางสร้างเงินบำนาญ ‘ฟรีแลนซ์-อาชีพอิสระ’

1188
0
SHARE
สัมมนา ไม่ใช่ข้าราชการก็มีเงินบำนาญได้

เมื่อพูดถึง ‘เงินบำนาญ’ หลายคนมักจะคิดว่าข้าราชการเท่านั้น ที่จะมีเงินส่วนนี้รองรับเมื่อยามเกษียณ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ ค้าขาย ฟรีแลนซ์ หรือพนักงานบริษัทเอกชน ก็สามารถสร้างเงินบำนาญที่หรือเดือนหลังเกษียณให้กับตนเองได้

ประเด็น “ไม่ใช่ข้าราชการก็มีเงินบำนาญได้” ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงกันบ่อยครั้ง แต่จะเป็นได้จริงหรือไม่

วิน พรหมแพทย์ บลจ.ซีไอเอ็มบี พรินซิเพิล

ประกันสังคม-กองทุน เส้นทางสะสมเงินบำนาญของพนักงานเอกชน

วิน พรหมแพทย์ จาก บลจ.ซีไอเอ็มบี พรินซิเพิล มองว่า การออมเงินเป็นก้อนเป็นการออมเงินที่นิยมตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่ในยุคนี้ดอกเบี้ยต่ำ ฝากธนาคารเพื่อหวังดอกเบี้ยจะไม่เพียงพอ ซึ่งกองทุนมีผลตอบแทนสูงกว่า รับรายได้ประจำ สูงกว่าตราสารหนี้ น้อยกว่าหุ้น สำหรับคนที่ยังอายุน้อย ต้องมีสัดส่วนของหุ้นเยอะขึ้นเพื่อให้เงินเติบโต เมื่ออายุมากขึ้นก็ปรับให้มีความเสี่ยงลดลง

ยกตัวอย่างผู้ที่อยากมีเงินบำนาญ 2 หมื่นบาท ต้องมีเงินรวมประมาณ 5 ล้านบาทจึงจะเพียงพอต่อชีวิตหลังวัยเกษียณ สำหรับคนที่มีเงินเดือน สามารถลงทุนในกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ประมาณ 70% และหุ้นหรืออื่นๆประมาณ 30% หากยังมีอายุยังน้อย

วินเผยว่า ควรออมเงินก้อนหนึ่งสำหรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ คนส่วนใหญ่มักจะไปป่วยในช่วงยบั้นปลายสุดท้ายของชีวิต ในอนาคตจะมีกองทุนที่รวมประกันเข้าด้วยกัน ให้เงินทำงาน 2 ขา คือออมเป็นเงินก้อนสำหรับแปลงเป็นเงินบำนาญไว้ใช้จ่ายในแต่ละเดือน อีกส่วนจะเป็นเบี้ยประกันสุขภาพ ที่จะดูแลเมื่อเข้าโรงพยาบาล wellness aging ซึ่งการซื้อประกันหลังเกษียณอายุนั้น จะมีราคาแพง หรือในบางกรณีจะไม่สามารถทำได้เลย

นอกจากนี้ยังมีช่องทางสำหรับการออมของคนที่เป็นพนักงานเอกชน คือ ประกันสังคม เมื่อเดือนนึงประมาณ 3-7 พันบาท ของประกันสังคม ได้จนถึงเสียชีวิต

สำหรับประกันสังคม มาตรา 39 เดือนละ 400 บาท สามารถทำเสริมได้ในเรื่องสุขภาพ ประกันสังคมเป็นตัวฐาน ส่วนประกันจากเอกชนเป็นตัวเสริม เช่นโรคไต ปกติไตวายค่าใช้จ่ายปีละเป็นล้าน การใช้รักษาสิทธิประกันสังคมไว้อย่างต่อเนื่องจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้ได้รับการดูแลสุขภาพเมื่อถึงเวลาที่จำเป็นในช่วงหลังเกษียณได้

วิน มองว่า สำหรับคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนจะสามารถออกเงินได้ง่ายกว่า เนื่องจากมีบริการหักเงินสำหรับออมจากบัญชีเงินเดือน แต่ในส่วนของผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระนั้น หรือคนที่ไม่มีเงินเดือนประจำนั้นแนะนำให้ออมทันที หลังจากที่ได้รับเงินมาประมาณ 20% เพราะหากคิดจะเก็บในภายหลัง คนส่วนใหญ่มักแพ้ใจตัวเอง และพลาดโอกาสการออมไปในที่สุด

สำหรับคนที่เกษียณแล้วไม่มีบำนาญ อีกหนึ่งเส้นทางคือการออมทอง ข้อดีของการออมทองคือ หากมีเหตุการณ์ที่ทำให้ค่าเงินแย่ๆ หรือได้รับผลกระทบ ทองคำจะช่วยได้ สำหรับคนที่กังวลว่าถ้าเก็บในรูปแบบของทองแท่งจะเสี่ยงต่อการสูญหาย ดูแล เรื่องการเก็บรักษายาก ก็สามารถออมทองผ่านกองทุนได้เช่นกัน

“อยากฝากมนุษย์เงินเดือน คือมีค่าจ่ายฉุกเฉินเข้ามา ควรจะมีเงินออมฉุกเฉิน 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ เช่น มีค่าใช้จ่ายประจำ 20,000/เดือน ต้องมีเงิน 60,000-120,000 บาท เป็นเงินสำรอง” วิน กล่าว

เพชราวรรณ วัชรกาฬ จากกรุงเทพประกันชีวิต 

สร้างเงินบำนาญ ด้วยประกันชีวิต

เพชราวรรณ วัชรกาฬ จากกรุงเทพประกันชีวิต เผยถึงการสร้างเงินบำนาญในรูปแบบของการประกันชีวิตว่า มีข้อแตกต่างจากการออมผ่านกองทุนคือ ความชัดเจนของผลตอบแทน โดยบำนาญประกันชีวิตจะเห็นตัวเลขชัดเจนว่าเราจะได้เงินเท่าไหร่เมื่อถึงเวลา ไม่เหมือนกับกองทุนที่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม เงินบำนาญจากประกันชีวิต ต้องไม่คาดหวังว่าจะได้เยอะ เพราะบริษัทประกันต้องมีต้นทุนในการดำเนินการ ซึ่งผู้เอาประกันจะได้สิทธิเพิ่มเติมในเรื่องการลดหย่อนภาษี (ประกันบำนาญ) โดยอีกข้อดีหนึ่งของการทำประกันบำนาญ คือไม่ต้องจัดพอร์ตเอง ประกันจะมีการนำเงินไปลงทุน และทำการบริหารให้ได้ตามที่แจ้งไว้

ที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่เพิ่งเริ่มตระหนักเรื่องเงินบำนาญตอนอายุ 50 ปี ยิ่งโตขึ้นค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ภาระยิ่งมาก แล้วจำเป็นต้องเก็บเงินในจำนวนที่สูงในแต่ละเดือนเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ในชีวิตหลังเกษียณ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ยาก จึงควรมีการเตรียมการเก็บเงินเพื่อเกษียณตั้งแต่อายุน้อย และทำหลายๆช่องทาง เนื่องจากช่องทางเดียวไม่ได้ตอบโจทย์ทุกเรื่อง ดังนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการเงินมากจะต้องหาหลายช่องทาง กระจายการลงทุน ณ ที่นี้ขึ้นอยู่กับอายุและการวางแผนด้วย

เพชราวรรณ แนะนำว่าให้ใช้เงินในช่วงเกษียณเป็นแบบบำนาญ เนื่องจากแบบบำเน็จ จะทำโอกาสใช้เงินหมดก่อนเป้าหมายสูงมาก เพราะบางครั้งมีลูกหลาน อยากช่วยใช้ ซึ่งปัจจุบันประกันบำนาญมีการปรับเปลี่ยนให้มีระยะเวลาสั้นลง เก็บตามกำหนดเพียง 5-10 ปีแล้วรับเงินตอนอายุ 60 ปี หรือจะทยอยเก็บได้ มีเมื่อไหร่ค่อยเก็บก็ได้ นอกจากนี้ยังมีประเภทที่ไม่จำเป็นต้องเก็บเท่ากันทุกปี เหมาะสำหรับฟรีแลนซ์อีกด้วย

ฟรีแลนซ์ส่งเบี้ยประกันไม่ไหว สามารถมาคุยกันได้ด้วยการพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน หาแบบประกันที่เหมาะสมกับรายรับ ไม่จำเป็นต้องทำตามคนอื่นเพราะความเหมาะสมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘วินัย’

สำหรับคนที่สุขภาพไม่ดีแล้ว แต่อยากซื้อประกันสุขภาพจะทำได้ยาก เนื่องจากข้อควบคุมทางกฎหมาย เบี้ยประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นตามอายุ การวางแผนก็ต้องเก็บเงินเพิ่ม ดังนั้น จึงโยงกลับมาสู่ขั้นเริ่มต้น คือการเก็บออมมีความสำคัญมาก และต้องเริ่มให้เร็วที่สุด

“สำหรับคนที่เกษียณแล้วยังไม่มีอะไรรองรับเลยในตอนนี้ แนะนำให้เช็คสิทธิกับรัฐบาลก่อน ถัดมาก็ต้องเริ่มดูแลตัวเอง รักษาสุขภาพ และอยากให้บอกเล่า ส่งต่อเรื่องพวกนี้สู่คนรุ่นหลัง เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนทางการเงิน” เพชราวรรณ กล่าว

จิราพร บุญวานิช กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

กอช. เส้นทางสร้างบำนาญ ฟรีแลนซ์-อาชีพอิสระ 

จิราพร บุญวานิช จากกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เผยว่า การออมเงินเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในยุคปัจจุบันมีหน่วยงานที่เข้ามาช่วยการสนับสนุนการออมตั้งแต่เด็กๆ อายุตั้งแต่ 15 ปี สามารถวางแผนทางการเงินได้ วางแผนเกษียณได้ แต่ต่างจากในอดีต

การวางแผนการออมง่ายๆ เริ่มต้นจากการคิดว่าอยากจะกินวันละเท่าไหร่ แล้วคิดต่อว่าจะหาเงินจำนวนนั้นได้อย่างไร โดยสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ไกลตัว อายุ 15 ปี ก็สามารถเริ่มออมวันละ 100 บาทได้แล้ว ซึ่งส่วนนี้รัฐบาลจะสมทบให้ ผ่านทางกองทุนการออมแห่งชาติหรือ กอช.

กองทุนการออมแห่งชาติหรือ กอช. เพิ่งตั้งได้ 3 ปี ที่ผ่านมายังคนตอบรับน้อยเนื่องจากหลายคนยังไม่ทราบถึงสิทธิประโยชน์นี้ โดย จิราพร ขยายความว่า กอช. เป็นกองทุนที่ทำให้คนที่ไม่มีประกันสังคม ไม่มี กบข. ไม่มีสำรองเลี้ยงชีพ หรือยังอยู่ในสถานะของนักเรียนนักศึกษา

โดยผู้ที่ออมเงินผ่านกองทุนนี้ต่อเนื่อง จนถึงอายุ 60 ปี จะได้รับเงินบำนาญ ไม่มีการให้เป็นเงินบำเน็จ เนื่องจากมีการนำไปใช้จนหมด ในกรณีที่ผู้ออมต้องการหยุดออมก่อนอายุครบ 60 ปี หรือออกจากกองทุนกลางคันสามารถทำได้ แต่เงินสมทบจากรัฐบาลจะถูกดึงคืนหมด เนื่องจากต้องการให้เงินส่วนนี้เป็นเหมือนรางวัลสำหรับคนที่ออมเงินอย่างมาวินัยจนอายุถึง 60 ปีเท่านั้น

เป็นเรื่องที่น่าตกใจ พบว่าชาวบ้านในต่างจังหวัดหลายพื้นที่ ออมเงินด้วยวิธีการซื้อ ฌาปนกิจ ซึ่งคิดว่า 200,000 ไปได้แน่ๆ แต่ไม่มีเงินออมที่ใช้สำหรับตอนมีชีวิตอยู่เลย อย่างไรก็ตาม อย่าท้อ รู้ช้าดีกว่าไม่รู้ รู้เร็วก็ทำเสียเลย เพราะถ้าไม่มีเงินสำรองสำหรับเกษียณเลยจะมีแค่เงินเลี้ยงชีพ 600.- จากภาครัฐเมื่ออายุครบ 60 ปีเท่านั้น

จิราพร แนะนำว่า “สำหรับผู่ที่ประกอบอาชีพอิสระ ที่ไม่ได้สวัสดิการของรัฐ ไม่มีประกันสังคม เบื้องต้นต้องติดต่อไปที่ สปสช. หมายเลข 1330 โทรเข้าไปเพื่อเช็คสิทธิ์ ว่าสวัสดิการที่ได้รับจากรัฐฯมีปฐมภูมิอยู่ที่ไหน และเริ่มดำเนินการจากต้นทาง หากดำเนินการตามขั้นตอน ใช้วิธีส่งตัวจากโรงพยาบาลปฐมภูมิ จะทำให้ไม่เสียเงินสักบาทในการรักษาพยาบาล”

[เก็บตกจากการเสวนาในงาน Money Expo 2018 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “ไม่ใช่ข้าราชการก็มีเงินบำนาญได้”]