Home คอลัมนิสต์ วีระ ธีรภัทร ‘เงินออม’ อิฐก้อนแรกของกำแพงการลงทุน

‘เงินออม’ อิฐก้อนแรกของกำแพงการลงทุน

1879
0
SHARE

ผมจบแบบทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ผมจะคุยเรื่องการลงทุนใน 3 ประเด็น 2 มิติครับ

ยังไงหรือครับ อย่างนี้เลยครับ

1.การลงทุนจะเกี่ยวข้องกับการหาทรัพย์ตรงไหนและอย่างไร?

2.การลงทุนจะเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์ตรงไหนและอย่างไร?

3.การลงทุนจะเกี่ยวข้องกับการจับจ่ายใช้สอยทรัพย์ตรงไหนและอย่างไร?

เราจะโฟกัสหรือเพ่งเล็งไปที่ 3 ประเด็นนี้เป็นสำคัญและอธิบายความไปตามลำดับครับ

แต่ก่อนจะเริ่มในประเด็นแรก ผมอยากจะบอกว่า จริงๆ แล้วยังมีหลักคิดเรื่องการลงทุนขั้นพื้นฐานที่สุดที่ควรรู้ควรทราบด้วย แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ อาจจะเคยได้ยินกันมาก่อนแล้ว แต่หลายคนอาจจะไม่ใส่ใจบางทีก็ลืมไป ต่อเมื่อเกิดปัญหาเสียหายร้ายแรงต่อทรัพย์แล้วนั่นแหละ ถึงฉุกคิดนึกขึ้นได้ว่า พลาดไปแล้ว

สำหรับผม หลักการลงทุนพื้นฐานเรื่องนี้ถือว่าเป็นหัวใจและต้องบอกเลยว่า เมื่อเวลาผ่านไป เกิดความสับสนว่าเราลงทุนถูกทิศถูกทางหรือเปล่า? ถ้าหากย้อนกลับมาเรื่องหลักการพื้นฐานในการลงทุนที่ผมจะสรุปแต่พอสังเขปแค่เป็นหัวข้อ โดยไม่อธิบายความรายละเอียด แต่จะแทรกเข้าไปเมื่อจำเป็นต้องอธิบายเพื่อแยกแยะในขั้นปฏิบัติการ ก็จะเข้าใจได้ด้วยตัวเองว่า ออกนอกลู่นอกทางไปในตอนไหน

หลักการลงทุนที่ควรจะถือเป็นคติประจำใจเอาไว้ สำหรับคนคนอื่นผมไม่ทราบ แต่ผมจะพิจารณาเป็นสี่ด้านหรือสี่เรื่องด้วยกันครับ

หนึ่ง ผลตอบแทน (Return)

สอง ความเสี่ยง (Risk)

สาม ความคล่องตัวหรือสภาพคล่อง (Liquidity)

สี่ ความรู้ความเข้าใจหรือปัญญาญาณ (Knowledge-Understanding-Intelligence)

หลักการพื้นฐานที่ว่านี้ ต้องบอกเลยว่าเมื่อเราลงไปในภาคปฏิบัติการแล้ว ต้องอาศัยประสบการณ์ การพลิกแพลง การจัดสัดส่วนสมดุล และมีเงื่อนไขของเวลาและเหตุการณ์ประกอบด้วยอีกต่างหาก ตรงนี้เป็นความสนุกสนานเร้าใจและทำให้ตื่นเต้นตลอดครับ

แต่ก็อย่างที่บอกเอาไว้ในตอนแรกนะครับว่า ผมจะไม่สาธยายเรื่องนี้ในตอนนี้ เพราะตั้งใจเอาไว้ว่าจะคุยเรื่องที่ผมค้างเอาไว้ให้จบเสียก่อน ไม่งั้นจะยืดยาว และทำให้คุณๆ เกิดความสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก

วันนี้ขอคุยเรื่องแรกเสียก่อน จำได้มั้ยครับว่า เรื่องอะไร? ถ้าหากยังจำไม่ได้ ก็ทวนซ้ำอีกครั้งครับ

การลงทุนเกี่ยวข้องกับการหาทรัพย์ตรงไหนและอย่างไร?

ต้องบอกเลยครับว่า นี่คือ อิฐก้อนแรกในการสร้างรั้วก่อกำแพงการลงทุนครับ นี่คือ อิฐก้อนแรกบนทางเท้าที่จะเดินไปข้างหน้า นี่คือ กระดุมเม็ดแรกเวลาเรากลัดกระดุมเสื้อในเรื่องนี้ครับ จะเห็นได้ว่า มันเกี่ยวข้องกับเรื่องการหา “ทรัพย์” และนำทรัพย์ที่หาได้ไป “ลงทุน” นั่นเอง

สำหรับเรื่องทำมาหากินเพื่อให้ได้ทรัพย์มานั้น อันนี้ต้องบอกว่าเป็นเรื่องของใครของมันครับ ผมไม่มีปัญญาไปแนะนำอะไรให้ใครหรอกครับ แถมอาชีพการงานของแต่ละคนซึ่งเป็นต้นทางของที่มาของทรัพย์ก็แตกต่างหลากหลายเป็นอันมาก

พูดถึงเรื่องนี้ก็เลยอยากเล่าอะไรให้ฟังสักหน่อยครับ เพราะในระยะหลังผมมีความจำเป็นจะต้องไปเกี่ยวข้องกับเครื่องมือสื่อสารอุปกรณ์คอมพิวเตอร์โทรคมนาคมมากกว่าปกติสักหน่อย เรียกว่าตั้งแต่เข้าสู่วงการโซเชียลมีเดียนี่ ต้องบอกเลยว่าสำหรับผมวุ่นวายมากเลยครับ ต้องอดทนที่จะต้องเรียนรู้ ต้องอดกลั้นเวลามีคนมาตอกย้ำความเป็นควายในเรื่องแบบนี้

ผมเป็นคนแก่ที่เติบโตมาแบบคาบเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านทางด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ส่วนตัวและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารโทรคมนาคม

ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต ไอโฟน ไอแพด แม็คบุ๊ก อินเตอร์เน็ต อีเมลแอดเดรส เฟซบุ๊ก ไลน์แอปพลิเคชั่น ไอโอเอส แอนดรอยด์ ฯลฯ นี่ยังไม่รวมเรื่องจิปาถะ เป็นต้นว่า อินเตอร์เน็ตโรมมิ่ง กูเกิล เว็บไซต์ โหลดข้อมูล ฯลฯ

สำหรับคนอื่นอาจจะเป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่โตมาพร้อมกับอุปกรณ์พวกนี้ และคุ้นเคยกับการใช้งานแบบเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตั้งแต่เริ่มต้น

ไม่ใช่แบบผม ซึ่งเป็นพวกเคยเห็นตอนกำเนิดแรกเริ่มของอุปกรณ์พวกนี้ และได้เห็นพัฒนาการต่อเนื่องกันเป็นเวลายี่สิบหรืออาจจะถึงสามสิบปีที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอันมาก

สามสิบปีสำหรับเรื่องไอทีนี่ผมบอกตามตรงว่า งงงวยกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอันมากที่ยังไม่หลุดจากวงโคจรได้แบบนี้ สำหรับตัวผมแล้วผมก็ถือว่าตัวเองเก่งมากแล้วครับที่ยังเกาะเกี่ยวเรียนรู้อยู่กับมันได้อย่างสนุกสนาน

ผมพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า เมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ผมพอมีเวลาปลีกตัวไปทำธุระเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือของตัวเองและคอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่ใช้งานอยู่ คือว่าไอ้เจ้าสองตัวนี้ซึ่งเป็นเครื่องมือในการทำมาหากินของผมในเวลานี้ มันทำงานไม่ถูกใจผมครับ มีปัญหาที่ผมไม่รู้จะจัดการยังไงหลายต่อหลายเรื่อง

ทำไงครับ? ก็ต้องไปหาคนที่เขารู้มากกว่าเราสิครับเป็นคนพวกไหนครับ? ก็เป็นคนที่อยู่ร้านประเภท ไอสตูดิโอ (I-Studio) ไอทีชอป (ITShop) ไอสโตร์ (I-Store) ไอเมดิค (I-Medic) อะไรประเภทนี้แหละครับ

ผมเห็นเด็กรุ่นลูกรุ่นหลานเขาทำอะไรก็ไม่รู้ เรียนอะไรมาก็ไม่ทราบ แต่เขาแก้ปัญหาให้ผมได้ และที่สำคัญสามารถล้วงเงินจากกระเป๋าผมได้ง่าย แถมยังเต็มใจจะจ่ายให้อีกต่างหาก

นี่คือ “ราคา” ที่ต้องจ่ายสำหรับความโง่ความไม่รู้ความเขลาของเราครับ

เท่าที่ดูตรงหน้า เขาไม่ได้ผลิตสินค้าและบริการอะไรเป็นชิ้นเป็นอันออกมาขายเลย อาจจะมีบ้างบางรายการที่เมื่อเราให้เขาแก้ไขปัญหาแล้วต้องซื้อพวกอุปกรณ์เสริมแบบจับต้องได้นิดหน่อย (เขามีขายแต่ไม่ได้ผลิตเองแน่นอน)

แต่ส่วนใหญ่แล้วมันเป็นเรื่องที่พวกเขาเรียกว่า ซอฟต์แวร์ เป็นสำคัญครับ

อยากเล่าให้ฟังต่อไปว่า ในเวลาเดียวกันระหว่างที่ไปร้านบริการที่ว่านั้น ผมเจอแม่ลูกคู่หนึ่ง คุณแม่คงจะสักสี่สิบต้นๆ ส่วนคุณลูกชายน่าจะสักสิบสองสิบสาม เรียนชั้นม.1 โรงเรียนสาธิตฯ หน้าตาฉลาดและสดใสแบบเด็กสมัยนี้แหละครับ

คุณแม่ให้คุณลูกเอามือถือไปซ่อมหรือไปตรวจสอบอาการอะไรที่มันติดขัดใช้งานไม่ได้สักอย่าง เท่าที่สังเกตดูตัวคุณแม่แทบจะไม่พูดอะไรสักคำระหว่างที่คุณลูกชายพูดกับเจ้าหน้าที่บริหารของร้าน แถมภาษาที่เขาใช้สนทนากันผมก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร

แต่จบตอนท้ายสรุปว่า แก้ไขปัญหาอะไรให้เรียบร้อยแล้ว ต้องจ่ายเงินจ่ายทองกันนิดหน่อย

บรรยากาศที่ผมยืนอยู่ภายในร้านไอทีแห่งนั้น และได้ฟังการสนทนาของผู้บริการและผู้ใช้บริการคู่นั้น ผมเหมือนมนุษย์ต่างดาวเลยครับงานนี้

สำหรับเจ้าหน้าที่ที่มาบริการให้ ผมเห็นคล้ายๆ แบบนี้ในอเมริกาตอนไปร้านหลักแฟลคชิบสโตร์ (Flagship Store) ของไอโฟนที่นครนิวยอร์กมาแล้ว

แต่ต้องขอสารภาพเสียตรงนี้เลยว่า เวลาผมเดินเข้าร้านพวกนี้เมื่อไร? ผมจะไข้ขึ้นปนความดันพุ่งทันที เกิดอาการเครียดแบบไม่มีที่มาที่ไปฉับพลัน คอแห้งปวดเยี่ยวปวดขี้ทุกที ขอประทานโทษที่ต้องใช้คำไม่สุภาพบรรยาย เพื่อให้ได้บรรยากาศตามความรู้สึกจริง

คนอื่นเป็นยังไงผมไม่ทราบ แต่ผมเป็นแบบนี้เรียกว่านาทีแห่งการเผชิญหน้าความโง่เขลาของตัวเองก็คงจะว่าได้

ในบ้านเราผมได้ข่าวว่า ทางไอโฟนสำนักงานใหญ่จะมาเปิดศูนย์ให้บริการของตัวเองแบบเต็มรูปแบบในปีหน้านี่แหละครับ หลังจากนั้นคงเกิดอะไรตามมาในเรื่องนี้เยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะถ้าหากร้านที่จะมาเปิดใหม่เลียนแบบร้านต้นแบบที่นครนิวยอร์กคือ เปิดมันตลอดเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงไม่มีวันหยุดอีกต่างหาก

อะไรต่อมิอะไรคงตามมาอีกเยอะแน่นอน

สำหรับเด็กรุ่นลูกรุ่นหลาน ต้องบอกว่าเขาทำมาหากินไม่เหมือนกับเราโดยสิ้นเชิงครับ เพราะฉะนั้นจะไปแนะนำอะไรให้เขาได้สำหรับคนรุ่นลุงอย่างผม

เอาแค่ว่า มึงจะทำมาหากินอะไรเรื่องของมึงไปว่ากันเอง อย่าให้เดือดร้อนมาถึงกูก็แล้วกัน

แค่เรื่องที่เล่ามาแบบย่นย่อแบบนี้ ผมก็คิดว่าพอเป็นหนังตัวอย่างได้แล้วว่า ทำไมผมถึงบอกว่า เรื่องทำมาหากินเพื่อให้ได้ทรัพย์จะด้วยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างไรผมจะมีปัญญาอะไรไปแนะนำให้ได้ครับ

แค่เรื่องที่เขาล้วงเงินจากกระเป๋าผมแบบซึ่งๆ หน้า ผมยังต้องจ่ายโดยดุษณีเลยครับ

เอ๊ะ! ออกนอกเรื่องไปไกลเกินมั้ยนี่? เอ้าดึงกลับมาก่อนครับ

ผมก็เป็นแบบนี้แหละครับ พอเครื่องติดตอนคุยตอนเขียนมันจะยาวใหญ่แบบนี้แหละครับ สรุปก็คือไม่ว่าคุณจะหาทรัพย์มาด้วยวิธีไหนก็ตามที มันจะมาเกี่ยวข้องกับการลงทุนตรงไหน

ถ้าผมจะเปลี่ยนคำเรียก “ทรัพย์” ตรงนี้เป็นชื่ออื่น เพื่อให้สื่อความหมายได้ตรงกว่าจะดีมั้ยครับ เผื่อจะเข้าใจเรื่องที่ผมคุยให้ฟังได้ง่ายขึ้น

จะเป็นไงครับ ในเมื่อมันเกี่ยวข้องกับการทำมาหากิน เราก็เรียกมันเสียใหม่ว่า “รายได้” หรือ “รายรับ” แทนคำว่าทรัพย์ที่อาจจะดูคลุมเครือสักหน่อย

แต่ไม่ต้องมาถามผมนะครับว่า รายได้กับรายรับต่างกันอย่างไร จะกำหนดว่าอะไรเป็นรายรับ อะไรเป็นรายได้ ผมว่าจุกจิกไปครับ

เอาเป็นว่ามีเงินเข้ากระเป๋าคุณสักเท่าไรในแต่ละเดือนแต่ละปี ก็เป็นรายรับรายได้ที่เราพูดกันอยู่ก็แล้วกัน

ถ้าหากเราเริ่มต้นกันที่รายได้หรือรายรับ ไม่ว่ามันจะมาจากไหนยังไง ถามว่าตรงนี้เกี่ยวข้องกับการลงทุนหรือยัง คำตอบก็คือเกี่ยวบ้างแต่ยังไม่ตรงเสียทีเดียว เพราะเรายังมี “รายจ่าย” ควบคู่กันไปด้วยนี่ครับ

ถ้าหากใครหาแล้วไม่ต้องกินไม่ต้องใช้ ยังไงก็ต้องรวยอย่างแน่นอนครับ

คิดแบบนี้ผมว่าหุ่นยนต์นี่น่าจะรวยที่สุดครับ เพราะนอกจากจะไม่กินไม่ใช้อะไรแล้ว ยังทำงานได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อเนื่องกันได้ตลอดอายุขัย โดยไม่ต้องนอนหลับพักผ่อนลากิจลาป่วยอะไรเลย แบบนี้ยังไม่รวยก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว

เราจะเริ่มกันตรงนี้ครับ เอารายรับที่มีที่ได้ลบหรือหักออกไปด้วยรายจ่ายให้เรียบร้อย ตรงนี้ก็คือส่วนที่เหลือจะเก็บเอาไว้ใช้ในอนาคต

แต่ตอนนี้เราจะเปลี่ยนชื่อให้มันใหม่ครับ เราไม่เรียกว่าทรัพย์แล้ว แต่เราจะเรียกว่า “เงินออม” หรือ “เงินจากการออม” อะไรก็สุดแท้แต่จะแทนครับ

จำไว้นะครับว่า คำว่า “เงินออม” หรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า เซฟวิ่ง (saving) ตัวนี้ เพราะนี่ต้นทางของสถานีที่ขบวนรถไฟการลงทุนจะเดินหน้า พอเริ่มเห็นอะไรลางๆ มั้ยครับ?

รายรับ-รายจ่าย=เงินออม นี่คือสมการพื้นฐานเลยครับในเรื่องของการลงทุน

สมการนี้แหละครับที่มาโยงใยกับทรัพย์ ซึ่งตอนนี้เราใช้คำเรียกในชื่อที่ไม่เหมือนกันแต่เนื้อหาหรือไวพจน์หรือซินโนนีม (Synonym) เดียวกัน โดยเราจะเรียกว่า “เงินออม” แทน

ใครจะลงทุนจะต้องเริ่มจาก “เงินออม” ครับ

ทำไมผมถึงว่าแบบนั้น ยังไม่ตอบตอนนี้ครับ

ขอไปตอบในตอนหน้าก็แล้วกันครับ

หนังสือเศรษฐศาสตร์ (ฉบับทางเลือก)

ป.ล. ผมคิดว่าสำหรับคนที่คิดจะลงทุนในเรื่องเงินๆ ทองๆ อะไรนี่ จะมากหรือน้อยก็ควรมีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์เอาไว้บ้าง แต่ผมก็ไม่อยากให้อ่านตำรับตำราให้ปวดหัวเกินความจำเป็น วันนี้ผมมีหนังสือที่อธิบายเรื่องเศรษฐกิจแบบสนุกๆ แทนตำรามาฝาก แต่คนเขียนไม่ใช่ธรรมดานะครับ ในอนาคตแกอาจจะได้รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ด้วยซ้ำ เป็นหนังสือภาษาอังกฤษ แต่มีแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้วครับ ใครอยากอ่านก็ไปซื้อหามาอ่านกันเองนะครับ แล้วก็ไม่ต้องมาถามด้วยว่าจะซื้อได้จากไหน ถ้าหากเรื่องแค่นี้ไม่มีปัญญาหาเอง ก็ป่วยการจะไปคุยเรื่องการลงทุนอะไรให้วุ่นวายครับ หนังสือเล่มนี้ชื่อ “เศรษฐศาสตร์” (ฉบับทางเลือก) ของสำนักพิมพ์ Open Worlds ครับ