Home คอลัมนิสต์ ขวัญชนก วุฒิกุล เงิน ความเชื่อ และการหลอกลวง

เงิน ความเชื่อ และการหลอกลวง

1266
0
SHARE
ขวัญชนก วุฒิกุล

ค่ำวันพุธกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันได้รับเชิญเป็นวิทยากรพิเศษในรายการ “ความจริงไม่ตาย” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ต้องสารภาพก่อนว่า จริงๆ เรื่องที่ไปคุยก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเอง เพราะเป็นตอนย้อนรอยคดีของเณรแอร์ จอมขมังเวทย์ แต่ที่ตกปากรับคำไปแสดงความเห็นในรายการ เพราะคิดว่า เรื่องที่ทีมงานมาขอความเห็น เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ เสียแต่ว่า เวลาในการออกอากาศค่อนข้างจำกัดค่ะ ทำให้หลายเรื่องที่พูดในวันนั้นไม่ได้ถูกนำมาออกอากาศ ทบทวนดูแล้วไม่อยากให้สิ่งที่พูดลอยหายไปเฉยๆ ก็เลยขอเขียนเผื่อผู้ติดตาม Money2Knowอีกซักครั้ง

คอลัมน์Money Careวันนี้ก็เลยจะผสมผสานระหว่างเรื่องเงิน เรื่องความเชื่อ เรื่องไสยศาสตร์ ต่อเนื่องไปถึงการป้องกันตัวเองจากการถูกหลอกลวงให้เสียเงินเสียทองด้วยนะคะ

ทีมงานความจริงไม่ตาย เปิดประเด็นแรกด้วยคำถามว่า “ทำไมคนไทยยังเชื่อเรื่องไสยศาสตร์” ดิฉันตอบไปว่า ไม่ใช่เฉพาะคนไทย เรื่องแบบนี้ที่ไหนก็มี แต่สำหรับสังคมไทยในมุมมองของตัวเองนั้น เรามีปัญหา 2 เรื่อง หนึ่ง คือ เราหวังพึ่งพาคนอื่นมากกว่าคิดจะพึ่งพาตัวเอง

พ่อแม่พอแก่เฒ่าก็หวังพึ่งพาลูกหลาน จนเราเป็นสังคมผู้สูงอายุที่ไม่มีคุณภาพ ไม่เตรียมพร้อม เพราะคิดว่าลูกหลานจะเป็นที่พึ่ง ขณะที่คนจนก็หวังพึ่งพารัฐบาล ไม่พยายามช่วยเหลือตัวเอง และคนมีความทุกข์ ก็หวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์

และสอง คือ เรามีปัญหาเรื่องการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาทั้งแบบที่ตัดโอกาสตัวเอง (คือมีความสามารถในการที่จะเรียนต่อในระดับสูง แต่ไม่เรียน) และแบบที่สังคมไม่หยิบยื่นโอกาสให้ เหมือนที่เราเห็นเด็กๆ หลายคนที่อยากเรียน เรียนดี แต่ไม่สามารถไปต่อได้ เพราะขาดทุนทรัพย์ เมื่อมาตรฐานหรือโอกาสทางการศึกษาของเรามีปัญหา มันก็ทำให้คนในสังคมบางส่วนขาด ‘องค์ความรู้’ ที่จะคอยกำกับความคิด

เมื่อ2 ปัญหานี้มารวมกัน ผนวกกับสิ่งที่หลายคนเรียกว่า “ความอ่อนแอ” แต่ดิฉันชอบใช้คำว่า “เป็นความไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง” มันก็ทำให้เราหันไปสิ่งศักดิ์สิทธิ์หนักขึ้น จนเลยจุดของคำว่า ศรัทธา หรือที่ยึดเหนี่ยวทางใจ ไปสู่ความงมงายในที่สุด

ในโลกของการทำมาหากิน การลงทุนหรือการแสวงหาความมั่นคงทางการเงินก็เหมือนกัน ถ้าเราหวังพึ่งคนอื่นมากกว่าคิดจะพึ่งตัวเอง และถ้าเราไม่แสวงหาความรู้ เราก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลย

คำถามที่สองของทีมงานรายการความจริงไม่ตาย คือ ถ้าเช่นนั้นแล้วจะมีวิธีการอย่างไรไม่ให้เราตกเป็นเหยื่อ  ไม่ใช่แค่เหยื่อจากจอมขมังเวทย์ แต่ยังหมายถึงมิจฉาชีพและกลโกงการเงินต่างๆ ซึ่งใครที่ติดตามงานเขียนของดิฉันอย่างสม่ำเสมอคงแทบจะท่องได้แล้วว่า เรามักจะย้ำเสมอเรื่อง “สติ” หนึ่งคือ ต้องมีสติ ต้องรู้ตัวเสมอว่า เรากำลังทำอะไร เรากำลังหาที่พึ่งทางใจเพื่อให้เราพ้นทุกข์ ไม่ใช่ให้เราเป็นทุกข์เพิ่ม

เราอยากรวย อยากมีเงินทองมากๆ อยากสบายตอนแก่ แต่เราไม่ลงมือทำ หรือทำแล้วไม่รู้จักเก็บออม มีเท่าไหร่ใช้หมด แบบนี้ไม่ต้องพึ่งหมอดูก็เห็นหายนะของตัวเองชัดเจนอยู่แล้ว

สอง – ต้องจำกัดความเสี่ยงของตัวเองการทำบุญ ทำทาน หรือแม้แต่การก้าวล่วงไปในโลกของไสยศาสตร์ หมอดู หมอผี รวมถึงเรื่องของการลงทุนทุกประเภท เราต้องจำกัดตัวเองว่า เรามีเท่านี้ เราจ่ายเท่านี้ เสียเท่านี้ ไม่ใช่มีเท่าไหร่ จ่ายหมด ทุ่มไม่อั้น จนหมดเนื้อหมดตัว เดือดร้อนทั้งตัวเองและคนรอบข้าง

สาม – ต้องยอมรับความคิดเห็นที่ไม่อยากฟังเวลามีคนเตือน เราต้องฟังค่ะ แม้ว่าคำเตือนนั้นมักจะพูดในสิ่งที่เราไม่อยากได้ยิน แต่ถ้ามันเป็นเรื่องจริง แม้จะไม่ถูกใจ ยิ่งต้องฟัง อย่าแสวงหาความเห็นที่ถูกใจเรา เพราะคนที่พร้อมจะล้วงเงินในกระเป๋าเรามักจะมีคำตอบที่เราต้องการเสมอ ต้องเปิดใจกว้าง ฟังความเห็นต่าง และเปิดหูเปิดตารับรู้ข่าวสารให้มาก ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงได้มาก

คำถามสุดท้ายของทีมงานคือ จะแก้ปัญหา “ความเชื่อ” ที่เข้าขั้นงมงาย ทุ่มหมดตัวหมดใจได้หรือไม่ ดิฉันตอบว่า ยาก เพราะเรื่องไสยศาสตร์ก็ถือเป็นสินค้าและบริการประเภทหนึ่งที่มีกลไกตลาด ตราบใดที่มีคนซื้อก็ย่อมมีคนขาย

เหมือนกับครั้งหนึ่งที่แฟนรายการ “เงินทองต้องรู้” เคยถามว่า ทำไมสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลเรื่องการลงทุน หรือแม้แต่แบงก์ชาติ ถึงปล่อยให้มิจฉาชีพหลอกประชาชนให้ไปลงทุนเสียหายหลายล้าน ดิฉันตอบไป (ซึ่งคงไม่ถูกใจคนถามเท่าไหร่) ว่า ไม่มีใคร “ปล่อย” ทุกวันนี้ก็ออกข่าวโครมๆ ว่า มีการหลอกหลายรูปแบบ แต่ก็ยังมีเหยื่อเกิดขึ้นตลอด

ไม่แตกต่างกับเรื่องไสยศาสตร์ค่ะ เมื่อมีคนซื้อก็ย่อมต้องมีคนขายเหมือนกันเป็นธรรมดา