Home ลงทุน สตาร์ทอัพ เจเวนเจอร์ผนึกMFEC ดันแพลตฟอร์มกู้ยืมเงินดิจิทัล

เจเวนเจอร์ผนึกMFEC ดันแพลตฟอร์มกู้ยืมเงินดิจิทัล

974
0
SHARE

J Ventures ซึ่งเป็น Corporate Venture Capital (CVC) ของ JMART จับมือ MFEC ผู้นำด้านพัฒนาและวางระบบซอฟต์แวร์ชั้นนำของประเทศ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบชำระเงิน Payment Gateway Solution จิ๊กซอว์สำคัญของระบบ JFIN Decentralized Digital Landing Platform (JFIN DDLP)แพลตฟอร์มการให้บริการการผู้ยืมที่กลุ่มเจมาร์ทพัฒนาขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จตามแผน พร้อมเริ่มใช้งานในเดือน ต.ค. 61 นี้

ธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเจเวนเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า การร่วมมือในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นอย่างดี หลังจากที่ JVC ระดมทุนผ่าน JFIN Coin ซึ่งเป็น Digital ต่อสาธารณชนครั้งแรก (ICO)โดยออกสกุลเงินดิจิทัล JFIN Coin จำนวน 1 ล้านโทเคนดิจิทัล จากทั้งหมด 3 ล้านโทเคนดิจิทัล

ทีมงานได้เริ่มพัฒนาระบบ JFIN DDLP หรือระบบปล่อยกู้รายย่อยแบบไม่มีตัวกลาง ที่พิจารณาอนุมัติการกู้ยืมให้กลุ่มรายย่อยจาก Big data ข้อมูล และพฤติกรรมในมิติต่างๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีหลักประกัน เหมือนการพิจารณาของธนาคารแบบเดิม

ธนวัฒน์ ระบุว่า การร่วมมือในครั้งนี้ ไม่ใช่การเอ้าท์ซอส MFEC แต่เป็นการให้ MFEC เข้ามาเป็นอินซอสใน JVC เพื่อประสานความร่วมมือให้สามารถพัฒนาแพลตฟอร์มตามเป้าหมายได้เร็วขึ้น ใช้วิธีเชื่อมโยงการทำงานเข้ากับทีม MFEC ที่มีความเชี่ยวชาญ ลดขั้นตอนการพัฒนาระบบเอง ทำให้พัฒนาระบบให้รวดเร็วขึ้น

ด้วยความแข็งแกร่งของกลุ่ม MFEC ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีวางระบบซอฟต์แวร์ และศึกษาด้านดิจิทัลแพลตฟอร์มมา 4-5 ปี ในขณะที่ เจ เวนเจอร์ส มีความเข้มแข็งเรื่อง Ecosystem ซึ่งลงทุนในธุรกิจค้าปลีกและการเงิน มีข้อมูลลูกค้าและระบบที่แข็งแกร่ง

การร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้ เป้าหมายการพัฒนา JFIN DDLP ของ JVC สามารถเดินหน้าได้เร็วขึ้น และเป็นจิ๊กซอว์สำคัญอีกหนึ่งชิ้นที่ทำให้ JFIN DDLP มีความแข็งแกร่งในเรื่องของระบบชำระเงินที่สมบูรณ์แบบ รวดเร็ว ปลอดภัย นับเป็นช่องทางการชำระเงินผ่าน e-Commerce ที่มีประสิทธิภาพ และเป็นหัวใจสำคัญในการทำธุรกรรมต่างๆ ได้อย่างดี

ทั้งนี้ MFEC ยังมีบริษัทในเครือที่เป็นกลุ่มสตาร์ทอัพที่มีความโดดเด่นในด้านเทคโนโลยี ในอนาคตจึงมีโอกาสเข้าเสริมทัพให้การพัฒนาแพลตฟอร์มตามโรดแมปที่วางไว้ได้ในอนาคต โดยต้องประสานความร่วมมือกับอีกหลายส่วนเพื่อให้สามารถเคลื่อนตัวได้เร็วขึ้น

“เราอยู่ในยุค Digital Transformation เก่งแค่ไหนถ้าไม่สปีดก็แพ้”

นอกจากนี้ ธนวัฒน์ ยังกล่างถึงเหรียญเจฟินคอยด์ที่มีราคาตกลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของเหรียญ โดยปกติเหรียญทั่วไปจะมีราคาเปลี่ยนแปลงตามความต้องการ แต่เจฟินคอยด์มีพฤติกรรม อ้างอิงกับระบบ DLP ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ซึ่งยังไม่สามารถรับรู้รายได้ที่ชัดเจน คาดว่าถ้าระบบพร้อมใช้งานในช่วงเดือน ต.ค.นี้จะสามารถรับรู้รายได้ได้ยอดจะเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ

ส่วนเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. ออกมาเพื่อกำกับดูแลทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเกี่ยวข้องกับ JFINCOIN โดยตรง ธนวัฒน์เผยว่าไม่กังวลเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ดังกล่าว มองว่าดีที่มีเกณฑ์เหล่านี้ออกมากำกับดูแล แม้อาจจะมีเนื้อหาไม่ได้เอื้อ แต่ดีกว่าไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย

ทาง JFINCOIN พร้อมที่จะปฏิบัติตามกรอบที่เขากำหนดไว้ และพร้อมให้ตรวจสอบได้ทั้งหมด

สำหรับเหรียญที่ขายออกไปแล้ว ไม่มีผลย้อนหลัง อย่างไรก็ตามยังมีการเข้าร่วมพูดคุยกับ ก.ล.ต. อยู่เสมอ เพื่อหารือถึงทิศทางที่ดำเนินการออกเหรียญในรอบต่อไปให้เป็นไปตามกรอบที่กำหนด

ปรับตามกฎเกณฑ์ของประเทศ ธนวัฒน์ ยอมรับว่าการเริ่มทำ ICO เป็นบริษัทแรกๆ ความเสี่ยงมาก และอาจมีผลเสียมากกว่าผลดี อย่างไรก็ตามจะดำเนินการต่อไป เพราะอยากต่อสู้ในเกม อยู่ตามกฎกติกาของประเทศ

ทั้งยังกล่าวอีกว่า เจนเวนเจอร์กำลังดำเนินการระดมทุนในไลฟ์ LIVE Platform ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่ากระบวนการจะเสร็จสินเมื่อไหร่ โดยตั้งใจอยากเข้าให้เร็วที่สุด คือภายในปีนี้ ตั้งใจจะสร้างมาตรฐานและเป็นเคสตัวอย่างให้กับผู้ประกอบการในประเทศ

ด้าน ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ประธานกรรมการบริหารกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC ประกอบธุรกิจบริการให้คำปรึกษาพัฒนาและวางระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายงานเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับภาครัฐและเอกชน เผยถึงการประกาศความร่วมมือกับ บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ JVC ในครั้งนี้ว่า

MFEC เป็นผู้พัฒนาและมีความเชี่ยวชาญในระบบ ชำระเงิน “Payment Gateway Solution” ที่ได้รับความไว้วางใจให้บริการแก่องค์กรชั้นนำอย่างมาก การร่วมมือกับ JVC ในครั้งนี้ ถือว่าเป็น Synergy Partner หน้าที่ลงตัวอย่างมาก ได้เข้ามาพัฒนาระบบ Payment ของแพลตฟอร์มที่กลุ่มเจมาร์ทกำลังสร้างขึ้น นับเป็นการประกอบร่างกันอย่างสมบูรณ์อีกทั้งช่วยให้ระบบทั้งหมดเสร็จรวดเร็วขึ้นเท่ากับเป็นการขยายศักยภาพบริษัททั้งสองให้แข็งแรง รวมไปถึงการสนองต่อนโยบายภาครัฐ ที่กำลังเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) อย่างเต็มรูปแบบ

ทั้งนี้ทั้งสองบริษัทมองว่า การร่วมมือกันในครั้งนี้เป็นเพียงก้าวแรก ยังมีโอกาสต่อยอดไปยังธุรกิจอื่นๆร่วมกัน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว