Home คอลัมนิสต์ ขวัญชนก วุฒิกุล ลดความซวยของเจ้าหนี้น้ำดีเมื่อเจอลูกหนี้น้ำเน่า

ลดความซวยของเจ้าหนี้น้ำดีเมื่อเจอลูกหนี้น้ำเน่า

667
0
SHARE
ขวัญชนก วุฒิกุล

เรื่องน่าเศร้าที่สุดเรื่องหนึ่ง ก็คือ มีคนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง เพราะปัญหาหนี้สินรุมเร้า บางคนนั้นลูกหนี้ไม่ได้ออกเดินทางไกลแค่คนเดียว แต่ยังพาคนในครอบครัวไปด้วย จริงๆ เป็นเรื่องน่าเห็นใจทั้ง “ลูกหนี้” และ “เจ้าหนี้” เพราะการตัดสินใจยุติภาระหนี้สินของลูกหนี้ด้วยการจบชีวิตตัวเอง ก็ย่อมทำให้หนี้ที่กู้ยืมมาจาก “เจ้าหนี้” กลายเป็น “หนี้สูญ” ไปด้วย

“ความน่าเห็นใจ” สำหรับ “เจ้าหนี้” ที่ต้องแทงบัญชีหนี้สูญนั้น มีให้เฉพาะสำหรับเจ้าหนี้ในระบบที่ให้กู้ยืมอย่างถูกต้อง จริงใจและเป็นธรรม เพื่อหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้สถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้รายยิบรายย่อย ที่ถูกเพื่อนขอยืมบ้าง ถูกญาติหรือคนรู้จักหยิบยืมบ้าง ความน่าเห็นใจที่ว่านี้ไม่นับรวมเจ้าหนี้นอกระบบ บรรดาหนี้หมวกกันน็อคที่ขูดเลือดขูดเนื้อ คิดดอกเบี้ยร้อยละ 10-20ต่อเดือนบ้าง ส่งดอกเบี้ยจนเกินเงินต้นไปไม่รู้กี่เท่าตัว ก็ยังต้องเป็นหนี้ทั้งปีทั้งชาติ ซึ่งส่วนใหญ่ลูกหนี้ที่อยู่ไม่ไหวจริงๆ ก็ล้วนแต่เป็นหนี้นอกระบบทั้งนั้นค่ะ

สำหรับ “ลูกหนี้” ล่าสุดมีคำแนะนำจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ลูกหนี้ตระหนักถึงคำว่า “วินัยทางการเงิน” ให้มากเพราะที่ผ่านมา แม้ภาครัฐจะพยายามออกมาตรการเพื่อดูแลหนี้ครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน มาตรการดูแลสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของ ธปท. ทั้งโครงการคลินิกแก้หนี้ และโครงการเดินหน้าขจัดหนี้นอกระบบเป็นศูนย์นั้น แต่มาตรการดังกล่าวจะเกิดผลไม่ได้ หากครัวเรือนยังขาดวินัยทางการเงิน

หากจะแก้หนี้ให้ได้ประสิทธิภาพ จะต้องเริ่มที่ “ตัวเอง” ก่อน โดยมี 8 แนวทางที่แบงก์ชาติเชื่อว่า ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ คือ

  1. เข้าใจพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง
  2. ตั้งเป้าหมายลดค่าใช้จ่าย โดยแบ่งเป้าหมายเป็นแบบขั้นบันไดจากง่ายไปหายาก
  3. ออมเงินให้เป็นกิจวัตร
  4. ออมก่อนกู้เพื่อลดภาระหนี้ที่ต้องจ่ายในอนาคต
  5. พยายามไม่ให้สัดส่วนภาระหนี้จ่ายต่อเดือนเทียบกับรายได้ต่อเดือนสูงกว่า40%
  6. อย่าเสียดายโอกาส หรือหลงกลในกับดักทางการตลาดของผู้ขาย เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นให้เราฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายเกินตัว และใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น
  7. ดูแลสุขภาพ เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคภัยไข้เจ็บ

และ 8. ทำประกันสุขภาพ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลในยามที่เจ็บป่วย

ธปท.ย้ำว่า แนวทางดังกล่าว หากทำได้จริงอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ครัวเรือนมีสุขภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น และทำให้ครัวเรือนมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดีขึ้นตามมา

ส่วน “เจ้าหนี้” โดยเฉพาะเจ้าหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดา หาเช้ากินค่ำเหมือนลูกหนี้ กว่าจะเก็บออมเงินได้แต่ละบาทก็เหนื่อยสายตัวแทบขาดเหมือนกัน แต่เมื่อเพื่อน ญาติ คนรู้จักมาหยิบยืม เพราะอ้างความเดือดร้อนสารพัด สุดท้ายเมื่อให้ยืม โดยที่ดอกเบี้ยก็ไม่ได้คิด นอกจากจะไม่ได้เงินคืนแล้ว หลายครั้งยังต้องเจ็บใจเมื่อพบว่า ลูกหนี้มีความเป็นอยู่สุขสบายกว่าเจ้าหนี้ด้วยซ้ำ ขยันโพสต์เฟซบุ๊ค ขยันอัพไอจีว่า ชีวิตดี๊ดี กินหรูอยู่แพงตลอด

พอทวงเงิน ก็บล็อคเบอร์โทร บล็อคเฟซบุ๊ค บล็อคไลน์ บล็อคไอจีซะงั้น หนำซ้ำจะโพสต์ทวงหนี้ก็เข้าข่ายผิดกฎหมาย จะโพสต์แจ้งเตือนคนอื่นก็อาจจะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพ์ เกิดเป็น “เจ้าหนี้” ทั้งทีแสนลำบาก ขอแนะนำวิธีจำกัด “ความซวย”ของเจ้าหนี้ไว้ดังนี้ค่ะ

1.เมื่อลูกหนี้มาขอยืม อย่าเพิ่งให้ยืมทันที แต่ให้ตรวจสอบพฤติกรรมของลูกหนี้ย้อนหลัง ตรวจสอบทางโซเชี่ยลนี่แหละค่ะ ว่าไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ผ่านมาของเขาเป็นอย่างไร ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือยแค่ไหน ถ้าพบว่ามีพฤติกรรมแบบนี้ก็ให้ปฏิเสธอย่างแข็งขัน ถ้าลูกหนี้อ้างว่า โพสต์ไปเพื่อสร้างภาพ ไม่อยากให้ใครดูถูก คนแบบนี้ก็ยิ่งไม่ควรให้ยืมค่ะ เพราะแสดงให้เห็นว่า เป็นคนจมไม่ลง ไม่ยอมรับความจริง

2.ถ้ารู้ตัวว่า เราเป็นคนใจอ่อน ขี้เกรงใจ และลูกหนี้รู้เรื่องนี้ดี แนะนำให้เก็บเงินส่วนใหญ่ไว้ในบัญชีเงินฝากประจำหรือลงทุนในกองทุนรวม การย้ายที่เก็บเงินเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าหนี้ขี้ใจอ่อนค่ะ เหลือไว้ในบัญชีออมทรัพย์หรือมีติดตัวให้น้อยที่สุด แต่ต้องระวังไม่ให้น้อยเกินไปจนเรามีความจำเป็นต้องใช้แล้วใช้ไม่ได้ ที่ดีที่สุดคือ เก็บไว้ในออมทรัพย์ราว 6เท่าของค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือนค่ะ ส่วนเกินจากนี้ให้โยกไปฝากบัญชีเงินฝากประจำ ได้ดอกเบี้ยสูงกว่าออมทรัพย์ด้วย แล้วมีให้เลือกแบบไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก15%ด้วย

ส่วนใครที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุน ให้โยกไปลงทุนในกองทุนรวมค่ะ จะเลือกกองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมหุ้น หรือจะเป็นกองทุนผสมก็ได้ ดูว่าเรารับความเสี่ยงจากการลงทุนได้แค่ไหน หรือถ้ามีภารภาษีก็เลือกลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟ (ปีนี้ปีสุดท้ายนะคะ ถ้ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลง) หรือกองทุนอาร์เอ็มเอฟ (ที่แม้แต่เราเป็นเจ้าของเงิน ก็ต้องรอถึงอายุ 55 ปีถึงจะขายกองทุนนำเงินออกมาได้)

วิธีนี้ ไม่ใช่แค่ป้องกันการถูกยืมโดยไม่มีเหตุอันควรได้เท่านั้น แต่ยังช่วยลด “อำนาจซื้อ” ของตัวเองลงได้กว่าการเก็บเป็นเงินสด หรือเงินฝากออมทรัพย์ ที่ใช้ง่ายใช้คล่อง

3. ถ้าจำเป็นต้องให้ยืมจริงๆ ก็ให้ตีเป็น “หนี้สูญ” ไปทั้งก้อนค่ะ ให้ยืมเท่ากับให้ลืมหรือให้เลยดังนั้น วิธีคิดสำหรับการให้ยืม ก็คือ ให้เท่าไหร่ ไม่ได้คืนแล้วเราไม่เดือดร้อน ก็ให้ยืมเท่านั้นค่ะ แต่เงินที่ให้ยืมต้องเป็นเงินของเรา ที่เรามีอยู่จริงด้วยนะคะ เพราะถ้าลูกหนี้ไม่คืน ความเสียหายจะถูกจำกัดแค่ “เงินของเราเป็นหนี้สูญ” อย่าไปใจดี เที่ยวยืมคนอื่นมาให้ หรืออย่าใจอ่อน กดบัญชีเงินสดหรือรูดบัตรเครดิตมาให้เขายืมเด็ดขาด เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้น จะกลายเป็น “เราเป็นหนี้” จากเป็นเจ้าหนี้อยู่ดีๆ ต้องเป็นลูกหนี้เฉยเลย

3 วิธีนี้น่าจะช่วยลดความซวยของเจ้าหนี้น้ำดี เมื่อเจอลูกหนี้น้ำเน่าได้บ้างแหละค่ะ