Home ลงทุน มุมธุรกิจ “เถ้าแก่น้อย”เตรียมรุกตลาดสหรัฐฯ หลังยอดขายจีนร่วง

“เถ้าแก่น้อย”เตรียมรุกตลาดสหรัฐฯ หลังยอดขายจีนร่วง

722
0
SHARE

“เถ้าแก่น้อย”รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 เผยยอดขายในประเทศโต 12% แต่ยอดขายต่างประเทศลด 8% เป็นผลมาจากยอดขายตกที่จีนซึ่งเป็นตลาดหลัก ขณะเดียวกันยอดขายในสหรัฐฯกลับโต 100% เตรียมรุกตลาดสหรัฐฯเต็มตัว

“เถ้าแก่น้อย” นำโดยนายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN นาย จิระพงษ์ สันติภิรมย์กุล ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการเงิน  และนายคู่สูรย์ รัตนพร ผู้อำนวยการสายงานบัญชีและการเงิน ชี้แจงนักลงทุนในงาน “Opportunity Day บริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน” ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)

นาย จิระพงษ์ กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 1 ปี 62 ผลกำไรของเถ้าแก่น้อยออกมาต่ำกว่าที่ทางบริษัทฯคาดการณ์ไว้ ซึ่งภาพรวมยอดขายในช่วงไตรมาส 1 ปี 62 เมื่อเทียบกับปี 61 เท่ากับ 0 ถือว่าไม่มีการเติบโต ขณะที่ยอดขายถ้าแบ่งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ปี 62 ไตรมาส 1 การเติบโตจากตลาดในประเทศเพิ่มขึ้นมา 12%

แต่ตลาดต่างประเทศลดลง 8% ซึ่งกำไรที่ลดลงมาเป็นผลจากค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น และยังมีค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการลงทุน และขยายตัวของร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์ที่เพิ่มขึ้นมาในช่วงไตรมาส 1 อีกด้วย และโดยปกติแล้วในช่วงไตรมาส 1 ของทุกๆปี จะถือเป็นช่วงขาลงของเถ้าแก่น้อยอยู่แล้ว

ไตรมาส 1 กำไรสุทธิ 81 ล้านบาท ตลาดในประเทศโตขึ้น แต่ต่างประเทศลดลง

ขณะที่นายคู่สูรย์ กล่าวต่อว่า ภาพรวมในเรื่องของยอดขายกำไร และงบการเงินในปี 62 ของเถ้าแก่น้อยมีการปรับยอดขายและค่าใช้จ่ายการขายจากเดิม เนื่องจากมาตรฐานรายงานบัญชีมีการระบุว่าต้องปรับโยกค่าใช้จ่ายบางรายการเพื่อโชว์ยอดรายได้สุทธิ แต่ก่อนและหลังปรับยอดกำไรสุทธิจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่จะมีผลทำให้ยอดขายที่เคยรายงานมีการปรับลดลงบางส่วน แต่กำไรสุทธิยังคงเดิม

ในช่วงไตรมาส 1 ของปี 62 เถ้าแก่น้อยมียอดขายรวมทั้งสิ้น 1,222 ล้านบาท แบ่งเป็นการเติบโตในประเทศ 12% คิดเป็นมูลค่า 508 ล้านบาท แต่ตลาดต่างประเทศถือว่ายอดขายลดลง 8% ซึ่งมียอดขาย 814 ล้านบาท ซึ่งการที่ยอดขายในตลาดต่างประเทศลดลงเป็นผลจากจากปัญหายอดขายที่ประเทศจีนลดลง ที่มีมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ปี 61 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งสัดส่วนการขายของไตรมาส 1 แบ่งเป็นในประเทศ 60% และต่างประเทศ 40%

ส่วนตลาดขนมขบเคียว เถ้าแก่น้อยยังคงรักษามาร์เก็ตแชร์ในประเทศที่ 69% ทำให้กำไรสุทธิในช่วงไตรมาส 1 ของเถ้าแก่น้อยปิดที่ 81 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วถือว่ากำไรลดลง เนื่องจากยอดขายที่ประเทศจีนที่เป็นตลาดหลักในฝั่งตลาดต่างประเทศ มีกำไรสุทธิลดลง 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในช่วงไตรมาส 1 ของปี 62 ได้มีการออกรสชาติใหม่ของสาหร่ายไม่ว่าจะเป็น กิมจิ, ทอด และย่าง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการบริโภค ทำให้จากเดิมไตรมาส 1 เถ้าแก่น้อยไม่เคยมีสินค้าใหม่ออกมา แต่ปีนี้ได้มีการปรับกลยุทธ์ออกสินค้าใหม่ช่วงไตรมาส 1 ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ก็จ้เป็นค่าใช้จ่ายแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้เถ้าแก่น้อยยังได้เปิดร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์ที่ห้างสรรพสินค้าเดอะ มาร์เก็ต ตั้งอยู่ตรงข้ามเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจีน และที่เดอะ มาร์เก็ต ยังเปิดร้านข้าวแกงกะหรี่ที่ชื่อร้านฮิโนย่า ทำให้ช่วยดึงยอดขายในประเทศให้โตขึ้น

สำหรับการทำตลาดในประเทศในช่วงไตรมาส 1 เถ้าแก่น้อยได้มีการเปิดตัวพรีเซนเตอร์ และโฆษณา ออกมาเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขาย โดยได้ถึง F4 และ BNK 48 เข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อเจาะฐานแฟนคลับของศิลปินทั้ง 2 วง และจะเห็นได้ว่าสินค้าบิ๊กโรว์ของเถ้าแก่น้อยมีการเติบโตในประเทศ

ตลาดสหรัฐฯโต100% แต่ยังขาดทุน

แต่ตลาดที่มียอดขายเติบโตในช่วงไตรมาส 1 มากที่สุดคือตลาดสหรัฐฯ ที่มียอดขายเติบโต 100% เมื่อเทียบกับในช่วงไตรมาส 1 ปี 61 โดยเถ้าแก่น้อยได้เริ่มเข้าไปรุกตลาดสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีหลัง 61 แต่ปัจจุบันยังถือว่าขาดทุนอยู่คิดเป็นมูลค่า 6 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทำกำไรในช่วงปีหน้า

ส่วนตลาดหลักอย่างประเทศจีนมียอดขายในไตรมาส 1 อยู่ที่ 462 ล้านบาท ลดลง18% จากปีที่แล้ว เป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนตัวดิสทิบิวเตอร์ใหม่ แต่ครึ่งปีหลังคาดจะเห็นเทนด์การขายในจีนดีขึ้น เพราะเริ่มมีการทำตลาดออนไลน์ในเว็บไซต์ชอปปิ้งหลักในจีนมากขึ้น โดยจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในตัวสินค้ากับลูกค้าที่จีนได้มากขึ้น และยังใช้พรีเซนเตอร์ทำกิจกรรมแฟนมีทกับลูกค้าด้วย

ส่วนนายอิทธิพัทธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้ยังไม่เป็นกังวลว่าเถ้าแก่น้อยจะหยุดเติบโต เนื่องจากตลาดที่เถ้าแก่น้อยเข้าไปในต่างประเทศยังเข้าไปน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนตลาด โดยปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตที่ 10%-20% แต่ก็มีเรื่องที่ไม่คาดคิด เช่นดิสทิบิวเตอร์ใหม่ในประเทศจีนที่เข้ามายังต้องใช้เวลาเรียนรู้งาน ทำให้ตลาดจีนคงต้องปรับลดอัตราเติบโตให้เหมาะสม แต่มั่นใจว่าภาพรวมทั้งปีเถ้าแก่น้อยจะมีกำไรสุทธิเติบโตขึ้น 7% แน่นอน

ในส่วนของร้านฮิโนย่าที่เปิดใหม่ในช่วงไตรมาส 1 ยังมีค่าใช้จ่ายเยอะรวมกว่า 10 ล้านบาท แต่ก็ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าซึ่งเตรียมจะขยายเปิดสาขาที่ 2  ที่คอสโม่ เมืองทองธานี ในเดือน พ.ค.นี้ ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ ยอดขายโตจากปีที่แล้ว 100% แต่ภาพรวมยังขาดทุนเพราะมีการทำโฆษณา จ้างพนักงาน และจ่ายค่าแรกเข้าในการวางสินค้า

เตรียมรุกตลาดสหรัฐฯเต็มตัว

ซึ่งแบนด์เถ้าแก่น้อยที่ชื่อโนระที่วางจำหน่ายที่สหรัฐฯ เริ่มเข้าไปได้รับความนิยมในแคนาดา ขณะที่แคลิฟลอเนียก็ได้ตลาด ที่เชนซึ่งมี 120 สาขา เป็นสิ่งที่เถ้าแก่น้อยต้องลุยตลาดต่ออย่างจริงจัง และเชื่อว่าสหรัฐฯ จะเป็นตลาดใหม่ที่ทำให้พอร์ตเถ้าแก่น้อยความเสี่ยงน้อยลง ซึ่งที่ผ่านมาเถ้าแก่น้อยพึ่งตลาดจีนเยอะเกินไป และตระหนักดีว่าต้องหาตลาดใหม่เพื่อมารองรับความเสี่ยงจากจีน โดยมองว่าสหรัฐฯเป็นทางเลือกทดแทนที่ดี

ขณะเดียวกันเถ้าแก่น้อยพยายามสร้างตลาดอาเซียนให้โตขึ้นมากด้วย ซึ่งเถ้าแก่น้อยพยายามหาตลาดที่โตและเราสามารถควบคุมได้เพื่อลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ โดยที่จีนมีปัญหาในการทำธุรกิจเยอ โดยในช่วงไตรมาส 1 ปี 62 เถ้าแก่น้อยมีค่าใช้จ่ายการขายสูงขึ้นเพราะมีการจ่ายค่าแรกเข้าในการแนะนำสินค้าใหม่มีผลกระทบ 7 ล้านบาท

และยังมีพรีเซนเตอร์เป็นศิลปินดังอย่าง F4 และ BNK48 ที่เข้ามาในช่วงไตรมาส 1 ทำให้งบสูงขึ้น แต่ภาพรวมทั้งปียังคิดว่าจะควบคุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้ตามเป้าได้ และยังเชื่อมั่นว่าจะทำกำไรสุทธิให้เติบโตได้ 7% หลังจบปี 62 เพราะในช่วงไตรมาส 2 จะมีงานอาหารโลกที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28 พ.ค.-1 มิ.ย.นี้ เถ้าแก่น้อยจะมีการแนะนำสินค้าใหม่ในงานนี้ และจะเป็นช่องทางในการเปิดตลาดในประเทศใหม่ๆ ที่เถ้าแก่น้อยไม่เคยไปขายมาก่อน

ราคาหุ้น TKN ปิดตลาดช่วงเช้าวันนี้ ลดลง 0.10 บาท หรือ 0.98% อยู่ที่ 10.10 บาท มูลค่าการซื้อขาย 117.35 ล้านบาท