Home ทิศทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจโลก มหากาพย์“เบร็กซิต”: แล้วเรื่องทั้งหมดจะจบอย่างไร?

มหากาพย์“เบร็กซิต”: แล้วเรื่องทั้งหมดจะจบอย่างไร?

631
0
SHARE
เทเรซา เมย์

“เบร็กซิต”ยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตาต่อไป แม้ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะออกมาอย่างไร ซึ่งหากประเมินผลกระทบกับไทยจะจำกัดในด้านการค้า แต่อาจส่งผลกระทบจากความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินโลก

นายสุพริศร์ สุวรรณิก ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาคธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) วิเคราะห์ในบทความที่ชื่อว่า “มหากาพย์“เบร็กซิต”: แล้วเรื่องทั้งหมดจะจบอย่างไร?” ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจและช่วยให้ผู้อ่านมีความเข้าใจถึงที่มาที่ไป และอะไรกำลังจะเกิดขึ้นนับจากนี้ไป มีรายละเอียดดังนี้

เบร็กซิต
กรอบเวลา “เบร็กซิต”

ประเด็นร้อนแรงบนหน้าหนังสือพิมพ์ต่างประเทศในขณะน้ีคงหนีไม่พ้น “เบร็กซิต (Brexit)” ซึ่งเป็นคำสนธิระหว่าง “Britain” และ “Exit” สำหรับเรียก “การออกจากสหภาพยุโรป (EU) ของสหราชอาณาจักร (UK)”โดยอีกไม่ก่ีเดือนข้างหน้าคือ วันท่ี 29 มี.ค. 62 นี้ จะเป็นวันครบกำหนดที่ UK จะต้องออกจากการเป็นสมาชิกของ EU อย่างเป็นทางการ (Brexit date) หลังจากที่ UK ออกเป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 60 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นที่จะต่อรอง กับ EU ให้ได้ “ข้อตกลงการแยกตัว” ภายในระยะเวลา2 ปี

คอลัมน์ “บางขุนพรหมชวนคิด” วันนี้จะชวนท่านผู้อ่าน ย้อนรอยประวัติศาสตร์เบร็กซิตตั้งแต่เริ่ม วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน และทำนายอนาคตว่าจะลงเอยอย่างไร

ท่ีมาของเบร็กซิต

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 59 ประชาชนชาว UK ประมาณ 15.6 ล้านคน (จากผู้มาลงคะแนนทั้งหมด 30 ล้านคน) ลงมติให้ UK แยกตัวออกจาก EU แต่เป็นการชนะอย่างฉิวเฉียดคิดเป็นร้อยละ 51.9 ต่อ 48.1 และเมื่อวิเคราะห์เป็นรายพื้นท่ีพบว่า เสียงส่วนใหญ่ที่ลงคะแนนให้แยกตัวคือ อังกฤษและเวลส์ ขณะท่ีสกอตแลนด์และไอร์แลนด์เหนือ ต้องการให้ UK ยังคงอยู่ใน EU

ทั้งน้ี นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าชาว UK โดยเฉพาะคนรุ่นเก่า ไม่ต้องการเห็นการเคลื่อนย้ายแรงงานโดย เสรีและไม่เห็นด้วยกับนโยบายการรับผู้อพยพของ EU เพราะทำให้เกิดภาระต่อ UK จากชาวต่างชาติจำนวนมากท่ีเข้ามาอยู่อาศัยและแย่งงานชาว UK รวมทั้งทำให้อัตราการเกิดอาชญากรรมสูงขึ้น

ขณะที่กลุ่มคนที่อยากให้ UK ยังเป็นสมาชิก EU โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เห็นประโยชน์จากการไม่มีกำแพงภาษีการค้าระหว่างกันและการที่ UK เป็น ศูนย์กลางทางการเงินของ EU

แยกตัวแบบง่าย แยกตัวแบบยาก แยกตัวแบบไหน?

UK สามารถแยกตัวออกจาก EU ได้โดยมี 2 ทางเลือก ได้แก่ 1) แยกตัวแบบมีข้อตกลง (ดีลเบร็กซิต) หรือ 2) แยกตัวแบบไร้ข้อตกลง (โนดีลเบร็กซิต) โดยทั้ง 2 กรณีต่างส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจ UK โดยตรง เพราะจะเสียประโยชน์จากการเป็นสมาชิก EU เดิม

แต่สาหรับกรณีหลังจะส่งผลลบรุนแรงกว่า โดยธนาคารกลางอังกฤษประเมินว่าจะทำให้เศรษฐกิจ UK หดตัวจากแนวโน้มเดิมก่อนการลงประชามติปี 59 ถึงประมาณร้อยละ 7 ถึง 10 เพราะ UK จะเสียข้อตกลงการค้ากับประเทศอื่น ๆ ท่ีเคยมีจากการเป็นสมาชิก EU ทาให้เกิดภาษีนำเข้า นำมาสู่ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบทางลบต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจ EU ในที่สุด ดังนั้น ทั้งฝ่าย UK และ EU ต่าง พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดกรณีโนดีลเบร็กซิต (ยกเว้น ส.ส. UK ส่วนน้อยที่เป็นหัวรุนแรงต้องการให้แยกตัวแบบไร้ ข้อตกลง)

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเกิดกรณีใดก็ตาม ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยน่าจะมีจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการส่งออกนาเข้าของไทยกับ UK มีน้อย (ร้อยละ 1.6 และ 1.2 ตามลำดับ) และสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาว UK ที่เข้ามาใน ไทยมีไม่มากนัก (ร้อยละ 2.5 ของนักท่องเท่ียวท้ังหมด) แม้ว่าเศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากเศรษฐกิจ EU ซึ่งได้รับผลกระทบจากการหดตัวของเศรษฐกิจ UK ด้วยบ้าง อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินไทยน่าจะได้รับผลกระทบตามความผันผวนในตลาดการเงินโลกท่ีสูงข้ึน

แล้วทำไมรัฐสภา UK ยังเถียงกันอยู่อีก?

รู้ทั้งรู้ว่าการเกิดโนดีลเบร็กซิตจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ UK อย่างรุนแรง แต่ ส.ส. ท้ังพรรคฝ่ายค้าน และแม้แต่พรรครัฐบาลหลายคนยังคงไม่พอใจในร่างข้อตกลงที่นายกรัฐมนตรี UK นางเทเรซ่า เมย์ทำการเจรจา กับ EU มาเป็นแรมปี ซึ่งประกอบด้วย

1) ร่างข้อตกลงการแยกตัว ซึ่งกาหนดเงื่อนไขการออกจาก EU และมีผลบังคับทางกฎหมาย เช่น การระบุ ค่าใช้จ่ายที่ UK ต้องเสียให้ EU ประมาณ 39 พันล้านปอนด์ในการแยกตัว และมาตรการเพื่อหลีกเลี่ยงการก้ันเขตแดน ที่ชัดเจน (backstop) ระหว่างไอร์แลนด์ (อยู่ใน EU) และไอร์แลนด์เหนือ (อยู่ใน UK)

2) ร่างปฏิญญาความสัมพันธ์ในอนาคตระหว่าง UK และ EU ซึ่งเป็นกรอบสำหรับการเจรจาระหว่างสองฝ่ายในช่วงการเปลี่ยนผ่าน (ระหว่างวันท่ี 30 มี.ค. 62 – 31 ธ.ค. 63) ทั้งด้านการค้าและความมั่นคง

ร่างข้อตกลงและปฏิญญาดังกล่าวจำเป็นต้องผ่านการลงมติจากรัฐสภา UK โดยล่าสุดนางเมย์ประกาศ เลื่อนการลงมติจากวันที่ 13 ธ.ค. 61 มาเป็นช่วงสัปดาห์หน้า (วันที่ 15 ม.ค. 62 นี้) เนื่องจาก ส.ส. UK ไม่เห็นด้วยกับ ประเด็น backstop ทำให้นางเมย์จาเป็นต้องแสวงหาคำยืนยันจาก EU ว่า backstop จะมีระยะเวลาส้ินสุด เพื่อพยายามให้ได้เสียงสนับสนุนมากขึ้นและหวังว่าจะผ่านการลงมติและนำไปสู่การแยกตัวออกจาก EU แบบมีข้อตกลงได้

คาดว่าผลการลงมติจะเป็นอย่างไร?

เสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา UK อาจลงมติไม่เห็นชอบกับร่างข้อตกลงของนางเมย์ และต้องกลับไปเจรจาเพิ่มเติม แต่ EU ยืนกรานว่าจะไม่มีการเจรจาใด ๆ อีก จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดกรณีโนดีล เบร็กซิต

อย่างไรก็ดี เริ่มมี ส.ส. UK มากขึ้นท่ีเสนอให้มีการลงประชามติอีกครั้งว่ายังคงต้องการออกจาก EU อีกหรือไม่ หลังจากเริ่มเข้าใจถึงผลกระทบเบร็กซิตมากขึ้น และเพื่อให้ผู้ท่ีไม่มาลงคะแนนซึ่งคิดเป็นร้อยละ 30 ของผู้มีสิทธิลงประชามติครั้งก่อน ได้มีโอกาสแสดงความเห็น จึงเป็นไปได้เช่นกันว่าอาจเกิดกรณีการยกเลิกเบร็กซิต หาก เสียงส่วนใหญ่ต้องการให้ยังคงอยู่ใน EU ซึ่งจะยับยั้งผลทางลบต่อเศรษฐกิจ UK ได้ แต่กรณีนี้จำเป็นต้องขยายเวลา Brexit date ออกไป โดยการขยายเวลาต้องผ่านความเห็นชอบจาก EU ท้ัง 27 ประเทศ

ไม่เบร็กซิตก็ได้หรือ?

ศาลสูงสุดของ EU ตัดสินให้ UK สามารถยกเลิกการออกจาก EU ได้ทุกเมื่อ กล่าวคือ สามารถตัดสินใจท่ีจะยกเลิกกระบวนการเบร็กซิตได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจาก EU

อย่างไรก็ดี นางเมย์ยังคงยืนกรานให้เคารพเสียง การลงประชามติเมื่อ 3 ปีก่อน ดังนั้น ประเด็นเบร็กซิตจึงยังคงเข้มข้นว่าจะออกหัวหรือก้อย และต้องติดตาม สถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป