Home คอลัมนิสต์ ขวัญชนก วุฒิกุล เปลี่ยนนิยาม “ความรักกินไม่ได้” ด้วยกฎ 3 ข้อ

เปลี่ยนนิยาม “ความรักกินไม่ได้” ด้วยกฎ 3 ข้อ

1557
0
SHARE

ประเด็นร้อนของสังคมไทยในช่วง 12 สัปดาห์ที่ผ่านมานี่ ไม่ใช่เรื่องเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า หรือเรื่องจะเลื่อนเลือกตั้งหรือไม่เลื่อน แต่กลายเป็นการเลิกร้างของสองคู่รัก คู่แรก ดาราสาว “เมย์ พิชญ์นาฎ” กับนักเตะหนุ่ม “เจชนาธิป” และคู่ที่สอง “ขวัญ อุษามณี” กับ “กอล์ฟ พิชญะ” ซึ่งกลายเป็นดราม่าร้อนฉ่า เพราะเรื่อง “ครอบครัวของทั้งสองฝ่าย” ไม่นับรวมประเด็น “ค่าสินสอด” ที่กลายเป็นเรื่องร้อนระอุ จะจริงหรือไม่จริง แต่ทั้งตัวเลข 30 ล้านบาทกรณีของเมย์ หรือ 80 ล้านบาทกรณีของขวัญ ก็กลายเป็นเรื่องโจษจันทั่วเมือง

ไม่ว่าปัญหาจะเกิดจากอะไร แต่สุดท้ายปลายทางของสองดาราสาวอย่างเมย์และขวัญ กลับมีจุดหมายเดียวกัน คือ “เลิก” ในขณะที่ในชีวิตจริง มีหลายๆ คู่รักที่เจอปัญหาแบบนี้ แต่เมื่อตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน ก็ต้องดิ้นรนหาทางออก แก้ปัญหาเก่าด้วยการสร้างปัญหาใหม่ หนึ่งคือ กู้เงินมาเป็นค่าสินสอด และสองคือ วิวาห์เหาะ หอบผ้าหอบผ่อนหนีตามกันไป

หวยจะออกแบบที่หนึ่งหรือสอง สิ่งที่ตามมา คือ “ปัญหา” ล้วนๆ

เป็นปัญหาที่ “พ่อแม่” ยัดเยียดให้กับจุดเริ่มต้นชีวิตครอบครัวของลูก ซึ่งพ่อแม่อาจจะอ้างว่า “ทำเพื่อความมั่นคงในอนาคตของลูก” แต่ความมั่นคงที่พ่อแม่ใช้เป็นเงื่อนไขในการแสดงความหวังดี ก็ต้องอยู่บนหลักสมเหตุสมผล และมีความเป็นไปได้ตามสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวทั้งสองฝ่าย

ต้องไม่ลืมว่า บางครอบครัวนั้นขนาดเริ่มต้นมาดีๆ ความรักยังถึงจุดอับปางได้ เพราะปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นทีหลัง แล้วนับประสาอะไรกับครอบครัวที่เริ่มต้นด้วยปัญหาตั้งแต่แรก จะมีกี่ครัวที่ต้านทานไหว ในโลกที่มนุษย์มีความอดทนต่ำลงแบบนี้

ลองนั่งรวบรวมหลักคิดเรื่อง “การเงินในบ้าน” ที่จะช่วยประคองครอบครัวให้มั่นคง แบบที่ผัวเมียไม่ต้องเพลียใจว่า น่าจะมีอยู่ 3 เรื่องที่เป็นหลักสำคัญ นั่นคือ เรื่องที่ต้องศึกษากันและกัน เรื่องที่ต้องตกลงกัน และเรื่องที่ต้องให้เกียรติกัน

 เรื่องที่ต้องศึกษากันและกัน

ควรจะเริ่มตั้งแต่ตอนคบหากันก่อนตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ ควรจะศึกษาเรื่องหลักๆ 2 เรื่อง คือ

1.รูปแบบการใช้จ่ายของคู่รัก ลองศึกษาว่าแต่ละฝ่ายใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินกว่ารายรับหรือไม่ และเรื่องที่ใช้จ่ายส่วนใหญ่หนักไปทางเรื่องอะไร กิน เที่ยว ซื้อของใช้ไม่จำเป็น ชอบปาร์ตี้สังสรรค์ เมื่อพบว่า คู่รักของเรามีพฤติกรรมแบบนี้ ก็ต้องเปิดใจคุยกันหรือเตือนให้ช่วยลดหรือควบคุมค่าใช้จ่าย ถ้ายอมรับฟังกันและกัน และพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่หากยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ก็จะกลายเป็นปัญหาหนี้สินรุงรังตามมาได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจแล้วว่า เราจะใช้ชีวิตร่วมกับเขาได้หรือไม่

2.วินัยในการใช้บัตรเครดิต ลองสังเกตพฤติกรรมทั้งการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของคู่รักว่า ใช้จ่ายแต่พอดี หรือใช้จ่ายเต็มวงเงิน หรือใช้จ่ายเกินวงเงินจนต้องขอขยายวงเงินเพิ่มเสมอๆ รวมถึงลองติดตามการชำระเงินค่าบัตรเครดิตของเขาว่า ชำระเต็มวงเงิน หรือชำระเพียงแค่ขั้นต่ำเท่านั้น เพราะถ้าชำระขั้นต่ำก็ต้องแบกภาระดอกเบี้ยผิดนัดชำระในระดับที่สูง และหากปล่อยไปเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นปัญหาหนี้ไม่รู้จบได้เช่นกัน ไม่นับรวมเรื่องการกดเงินจากบัตรเงินสด ที่สะท้อนการขาดวินัยทางการเงินขั้นรุนแรงเหมือนกัน

เรื่องที่ต้องตกลงกัน

จะตกลงกันก่อนแต่งงานหรือหลังแต่งงานก็ได้ แต่ควรจะต้องตกลงกันให้ได้ นั่นคือ เรื่องของ “การเก็บออม” เพราะการเก็บออมอย่างสม่ำเสมอจะเป็นเหมือน “เสาเข็ม” ค้ำยันครอบครัวให้มีฐานการเงินที่แข็งแกร่ง และยังอำนวยความสุข ความสะดวกสบาย ตอบสนองความต้องการไม่ว่าจะซื้อรถ ซื้อบ้าน เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือเป็นทุนการศึกษาให้ลูก

สิ่งที่ต้องตกลงกันให้ได้ ก็คือ จะ “เก็บออม” แบบรวมกระเป๋าหรือแยกกระเป๋า ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ถ้าเป็นบัญชีเดียว คือ รวมกระเป๋ากัน ทั้งสามีและภรรยาต่างก็มีสิทธิ์เท่ากัน ทำให้ต่างคนต่างรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเงินออมร่วมกัน แต่ที่ต้องตกลงกันคือ สัดส่วนการออมจะเป็นเท่าไหร่ เธอออมเท่าไหร่ ฉันออมเท่าไหร่ และวันหนึ่งข้างหน้าหากเกิดแยกทางกัน จะจัดการกับเงินกองกลางก้อนนี้อย่างไร

แต่หากออมแบบแยกกระเป๋าของใครของคนนั้น ต่างฝ่ายอาจจะบริหารจัดการอย่างเป็นอิสระได้ แต่ต้องตกลงให้ชัดเจนเรื่องเป้าหมายการออม เพราะข้อเสียของการแยกกันออม ก็คือ อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่า เงินออมนั้นถูกนำไปใช้ผิดเป้าหมายหรือไม่

จะเลือกแบบไหน ต้องเปิดใจคุยกันและตกลงกันให้ได้ค่ะ

เรื่องที่ต้องให้เกียรติกัน

ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่สามีมีรายได้คนเดียว ภรรยามีรายได้คนเดียว หรือทั้งสองคนต่างมีรายได้ สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืมเลย นั่นคือ ต้องให้เกียรติกันและกัน หมายถึงต้องให้อีกฝ่าย “รักษาอิสรภาพในการใช้เงิน” ของตัวเองไว้ได้บ้าง เพราะนิสัยการใช้จ่ายของพ่อบ้านกับแม่บ้านนั้นแตกต่างกัน บางเรื่องเป็นความสุขส่วนตัวที่เป็นเรื่องเล็กน้อย พอจะจับจ่ายได้ อีกฝ่ายก็ต้องเข้าใจและให้อิสระในการใช้จ่ายบ้าง ไม่ใช่เข้มงวดไปหมดทุกเรื่อง ยกเว้นว่าเป็นเรื่องที่มัน “เกินไป” จริงๆ ก็ต้องพูดจาทำความเข้าใจกัน

ความรักก็สำคัญ แต่เรื่อง “เงินในบ้าน” ก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าบริหารจัดการทั้งเรื่องที่ต้องศึกษากันและกัน เรื่องที่ต้องตกลงกัน และเรื่องที่ต้องให้เกียรติกันได้ เราก็จะลืมคำว่า “ความรักกินไม่ได้” ไปเลยค่ะ