Home ทิศทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทย EIC หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือ3.6% เหตุเศรษฐกิจโลกชะลอ-การเมืองไม่ชัดเจน

EIC หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือ3.6% เหตุเศรษฐกิจโลกชะลอ-การเมืองไม่ชัดเจน

482
0
SHARE

อีไอซีปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2562 ลงมาอยู่ที่ 3.6% จากประมาณการเดิมที่ 3.8% ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นผลจาก ย้ำนักลงทุนติดตามความเสี่ยง สงครามการค้า การเจรจา Brexit

นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า อีไอซีปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2562 ลงมาอยู่ที่ 3.6% จากประมาณการเดิมที่ 3.8% สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกของไทยที่มีอัตราการเติบโตที่ลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ โดยเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวมากกว่าคาดและ มีลักษณะ synchronized slowdown มากขึ้น

ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ สัดส่วนของตลาดส่งออกที่มูลค่าการส่งออกของไทยหดตัวได้เพิ่มขึ้นมาเป็นกว่า 70% ของตลาดส่งออกรวม อีไอซีจึงปรับลดประมาณการการขยายตัวของมูลค่า การส่งออกลงเหลือ 2.7% จากเดิมที่ 3.4% 

ขณะที่ การลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณชะลอตัวจากช่วงปลายปีที่แล้วเช่นกัน สอดคล้องกับการชะลอตัวของภาคส่งออก ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก และการชะลอการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจเพื่อรอดูความชัดเจนของทิศทางการเมืองภายในประเทศภายหลังการเลือกตั้ง 

การท่องเที่ยวไทยฟื้น

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแรงสนับสนุนที่สำคัญจากภาคการท่องเที่ยว ที่มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด ทำให้อีไอซีปรับประมาณการนักท่องเที่ยวปีนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 40.7 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 6.3% จากเดิม 40.2 ล้านคน ในปี 2019 นับเป็นการฟื้นตัวจากเหตุการณ์เรือล่ม ขณะที่ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือมีผลกระทบเล็กน้อย โดยยังไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการท่องเที่ยวในประเทศ

ลงทุนภาครัฐโต-ลงทุนเอกชนชะลอ

การลงทุนในภาครัฐคาดว่าจะเติบโตขึ้นในปี 2020 ประมาณ 7.6 แสนล้านบาท ขยายตัวกว่า 7% จากโครงการขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพี 

ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวได้จากแนวโน้มการจ้างงานและค่าจ้างแรงงานที่มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อย่างไรก็ดี การบริโภคในส่วนของสินค้าคงทนมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า จากปัจจัยฐานสูงของการซื้อรถยนต์ ในปี 2561 และผลกระทบของมาตรการ macroprudential ที่ทางการทยอยออกมาเพื่อดูแลการก่อหนี้ครัวเรือนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 

เนื่องจากหนี้ครัวเรือนขยับสูงขึ้นในช่วงปลายปี 2018 จากการกู้ซื้อรถยนต์และการเร่งโอนอสังหาฯ ก่อนมาตรการ LTV ซึ่งจะทำให้การใช้จ่ายในอนาคตชะลอลง โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะมีแนวโน้มทรงตัวในปีนี้

คาด กนง.คงอัตราดอกเบี้ย 1.75% ในปีนี้

สำหรับทิศทางนโยบายการเงิน อีไอซีคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อัตรา 1.75% ตลอดทั้งปี 2562 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอมากกว่าที่ กนง. เคยคาด และมีความเสี่ยงด้านต่ำมากขึ้นจากความไม่แน่นอนทั้งจากภายนอกและภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ โดยมีค่าเฉลี่ย 0.7% ในไตรมาสที่ 1 

ทั้งนี้อีไอซีปรับลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2562 มาอยู่ที่ 0.9% ซึ่งต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายนโยบายการเงิน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ กนง. จะยังไม่ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ แต่จะใช้มาตรการ macroprudential และการกำกับสถาบันการเงิน เพื่อดูแลจุดเปราะบางเฉพาะจุดที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินในอนาคต โดยเฉพาะประเด็นหนี้ครัวเรือนที่ยังเร่งตัวเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้อย่างต่อเนื่อง และการประเมินความเสี่ยงที่ต่ำเกินไปของการลงทุนทางการเงิน 

แนวโน้มเงินบาทแข็งต่อเนื่อง

ในส่วนของทิศทางค่าเงินบาท อีไอซี คาดเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องจากปลายปีที่แล้ว ที่ 32.23 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในสิ้นปี 2019 ค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 31-32 ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นจากสิ้นปี 2018 จะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากสิ้นปีที่แล้ว จากการที่ค่าเงินดอลลาร์ฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงในปี 2562 จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ dovish มากขึ้น ประกอบกับเสถียรภาพเศรษฐกิจด้านต่างประเทศที่เข้มแข็งของไทยสะท้อนจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีแนวโน้มเกินดุลต่อเนื่องที่ประมาณ 6.4% ต่อ GDP  

สงครามการค้า-Brexit ปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ

ปัจจัยเสี่ยงหลักจากความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพการเมืองในประเทศ แม้จะมีสัญญาณบวกจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน รวมทั้งท่าทีที่ dovish ขึ้นของธนาคารกลางหลัก ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจของนักลงทุนและ
ลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกได้ในระยะสั้น แต่เศรษฐกิจโลกยังอาจชะลอตัวได้มากกว่าคาดจากความไม่แน่นอนและความเปราะบางในจุดต่าง ๆ 

อาทิ สงครามการค้าที่ยังจะยืดเยื้อต่อไปเนื่องจากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและอาจกลับมา ทวีความรุนแรงได้อีก ภาวะการเงินโลกที่อาจกลับมาตึงตัวได้ ปัญหาภาระหนี้ระดับสูงในบางประเทศ เช่น หนี้ของภาคธุรกิจในจีนและสหรัฐ รวมทั้งปัญหาภายในเฉพาะประเทศ เช่น กรณี Brexit ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรและยูโรโซน ตลอดจนสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินโลกในช่วงข้างหน้า 

ความเสี่ยงทางการเมืองในประเทศ

ปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองจะเป็นปัจจัยเสี่ยงในประเทศที่สำคัญ ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังมีอยู่สูงแม้การเลือกตั้งจะผ่านไปแล้ว รวมทั้งผลการเลือกตั้งที่กลุ่มพรรคการเมือง 2 ขั้ว ได้จำนวนสมาชิกผู้แทนราษฎรใกล้เคียงกัน ทำให้มีโอกาสสูงที่รัฐบาลใหม่จะเป็นรัฐบาลผสมที่มีเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าฝ่ายค้านไม่มากนัก  ซึ่งจะมีนัยต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและประสิทธิภาพในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

“กรอบเวลาที่ต่างจากรัฐธรรมนูญเดิม ทำให้จังหวะเวลาในการจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนไป นักลงทุนเฝ้ารอติดตาม แต่ต้องรอดูความชัดเจนก่อน เพราะยังไม่นิ่ง ภาพรวมคิดว่าประเด็นสำคัญกว่าใครเป็นรัฐบาล คือเรื่องกระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ เป็นไปตามกรอบของกฎหมายและเป็นที่ยอมรับทั้งของไทยและต่างชาติ จะดึงความมั่นใจกลับมาได้ระดับหนึ่ง และเป็นสัญญาณบวกในครึ่งปีหลัง” นายยรรยง กล่าว

ทั้งนี้มองว่า worst case คือความวุ่นวายทางการเมืองจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากมองว่าหลายฝ่ายคงเห็นบทเรียนที่เคยเกิดขึ้นแล้ว จึงยังไม่นำมาคำนวณในการคาดการณ์ GDP ในครั้งนี้

ทั้งนี้ อีไอซีมองว่านโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในอัตราที่สูงที่หลายพรรคชูเป็นนโยบาย หากมีการดำเนินการในระยะสั้น ๆ ควรมีการพิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะกระทบต่อการจ้างงานโดยเฉพาะการจ้างงานของกลุ่ม SMEs ซึ่งกลายเป็นการซ้ำเดิมกลุ่ม SMEs ที่เติบโตได้ช้าและมีหนี้เสียเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในรอบ 5 ปี อาจตัดสินใจออกจากธุรกิจ