Home ทิศทางเศรษฐกิจ หุ้น-การเงินโลก เฟดเตรียมรับมือเศรษฐกิจขาลง

เฟดเตรียมรับมือเศรษฐกิจขาลง

611
0
SHARE
เฟด

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุความตึงเครียดสงครามการค้าสหรัฐและจีนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีความเสี่ยงขาลง ในทิศทางเดียวกับที่ IMF คาดจะส่งผลเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง 0.3% ในปี 2019 นี้

ผู้บริหารนโยบายของเฟด คาดการณ์ว่า ความตึงเครียดทางด้านการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่รุนแรงเพิ่มขึ้นในขณะนี้ จะส่งผลทำให้เกิดความไม่แน่นอนในภาคธุรกิจต่างๆ และยังอาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ

หลังจากที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยืดเยื้อมานานถึง 10 เดือน เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาของเฟด โดยเฟดจะยังคงอดทนต่อการปรับดอกเบี้ย หากว่า ความไม่แน่นอนยังคงดำเนินต่อไป เศรษฐกิจสหรัฐก็จะเผชิญความเสี่ยงขาลง

โดยที่เฟดกำลังจับตาอย่างระมัดระวังต่อความตึงเครียดด้านการค้า  เหตุวิตกว่าจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง เพราะความไม่แน่นอนจะมีผลกระทบอย่างแท้จริง ต่อความเชื่อมั่นและการลงทุน

ทั้งนี้ เฟดสาขานิวยอร์กยังได้ทำการประเมินผลกระทบล่าสุด จากการที่สหรัฐมีการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐจากอัตรา 10% เป็น 25% มูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งมาตรการตอบโต้ทจากจีนที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐเป็นมูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์ จะส่งผลต่อผู้บริโภคชาวอเมริกันให้มีต้นทุนการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 831 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี

โดยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว เป็นผลมาจากราคาสินค้าที่ถีบตัวสูงขึ้น และประสิทธิภาพการผลิตที่ลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในที่สุด

ขณะเดียวกันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ออกบทวิเคราะห์เผยแพร่ใน IMF blog ถึงผลหระทบ 3 ด้านที่มีต่อเศรษฐกิจทั้งในส่วนที่เป็นผลกระทบทางด้าน Macroeconomic Effects รวมทั้งด้าน Consumer Effects และด้าน Producer Effects

ในด้านแรกที่เป็น Macroeconomic Effects นั้น IMF คาดว่า ผบกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้ารอบล่าสุดจากทั้งสหรัฐและจีน  จะทำให้จีดีพีโลกชะลอตัวลงราว 0.3% ในปีนี้ โดยที่ IMF จะนำเสนอผลการประเมินครั้งนี้ ต่อการประชุมกลุ่มประเทศ G-20 ที่จะมีขึ้นที่ญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายนนี้

ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา IMF ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2019 ลงที่ 3.3% จากเดิมที่ 3.5% รวมถึงคาดการณ์ปริมาณการค้าโลกที่ถูกปรับลดลงเหลือ 3.4% จาก 4.0%

ส่วนผลกระทบด้านที่สอง ที่เป็น Effects On Consumers เนื่องจากราคาสินค้านำเข้าจากจีนพุ่งขึ้น จากการที่ภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นแตะที่อัตรา 25%

สำหรับผลกระทบด้านที่สาม เป็นทางด้าน Effects On Producers ซึ่งส่งผลต่อสินค้านำเข้าที่เป็นวัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบ และทำให้ผู้ผลิตที่ตีนทุนการผลิตสูงถึง 34,000 ล้านดอลลาร์ ถึงแม้ว่า ในกลุ่มของผู้ผลิตสหรัฐอาจจะมีผู้ที่เป็นฝ่ายชนะ และฝ่ายที่ต้องพ่ายแพ้จากผลกระทบของมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าเป็น 25% ก็ตาม

นอกจากภาพรวมทางเศรษฐกิจที่เสี่ยงขาลง เนื่องจากปัจจัยความไม่แน่นอนของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนมีมากขึ้นแล้ว ยังมีแนวโน้มจะลุกลามถึงบรรยากศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยล่าสุด ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร่วงลงหนักในวันพฤหัสฯ และต่อเนื่องถึงตลาดหุ้นล่วงหน้านำโดย Dow Futures  ร่วงลงต่ออีกกว่า 200 จุดในเช้าวันศุกร์

หลังจากที่ดัชนีดาวโจนส์ปิดวันพฤหัสฯที่ 25,490 ร่วงลง 286.14 จุด หรือ 1.11% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,822  ร่วงลง 34.03 จุด หรือ 1.19% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,628 ดิ่งลง 122.56 จุด หรือ 1.58%

ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียมีการปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 4 เดือนปีนี้ตามทิศทางของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่ยังคงผันผวน โดยส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกที่อ่อนตัวลงตาม ทั้งราคาน้ำมันใน WTI ร่วงลงอย่างรุนแรง 3.51 ดอลลาร์ หรือ 5.7% ปิดที่ 57.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดิ่งลง 3.23 ดอลลาร์ หรือ 4.6% ปิดที่ 67.76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล