Home คอลัมนิสต์ วัชรา จรูญสันติกุล ตลาดหุ้นตีปีกรับสัญญาณเฟดผ่อนคลายการเงิน

ตลาดหุ้นตีปีกรับสัญญาณเฟดผ่อนคลายการเงิน

653
0
SHARE
เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

เจอโรม พาวเวล ประธาาธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยในขณะที่ดาวโจนส์พุ่งขึ้น 512 จุด หลังตลาดคาดการณ์ดอกเบี้ยของเฟดปรับตัวลดลงเหลือระดับ 0% ในช่วง 18 เดือนข้างหน้า

หลังจากที่นักลงทุนในตลาดวอลล์สตรีทมีการเทขายหุ้นส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในเดือนที่ผ่านมาตกอยู่ในภาวะย่ำแย่ที่สุด จากที่มีการคาดการณณ์กันว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะถดถอย (Recession) ในเวลาไม่ช้านี้ เนื่องมาจากความไม่แน่นอนต่างๆ ที่มาจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 

1. ปัญหาสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและโลก

2. ความผันผวนรุนแรงจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดการเงินสหรัฐ และ

3. ปัญหาการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐที่จะสมตัวจนกลายเป็นบอลลูนลูกใหญ่

ทั้งนี้ ประธานเฟดระบุว่า เครื่องมือที่เฟดเคยใช้ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจและการเงินที่ผ่านมา ซึ่งก็คือการใช้นโยบายดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ใกล้ 0% และการอัดฉีดเงินด้วยการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินและบอนด์ ตามมาตรการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ หรือ Quantitative Easing (QE) มีแนวโน้มที่อาจจะนำกลับมาใช้อีก

เจอโรม พาวเวล กล่าวว่า บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่เฟดจะยุติการใช้คำว่า นโยบายการเงินแบบไม่ปกติ จากที่เคยใช้เครื่องมือทางการเงินในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ หลังจากที่เครื่องมือเงกล่าวนี้มีแนวโน้มความจำเป็นในอนาคต แต่เฟดก็หวังว่าคงจะใช้ไม่บ่อยจนเกินไป

เฟดเคยอัดฉีดเงิน QE เข้าสู่ตลาดการเงินในช่วงเกิดวิกฤติปี 2008 ถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์และใช้นโยบายดอกเบี้ยที่ 0% มาอย่างยาวนาน จนนำมาซึ่งการที่เฟดต้องปรับเปลี่ยนทิศทางทางการเงินกลับมาใช้นโยบายที่ทำให้งบดุลของเฟดสู่ภาวะที่เป็นปกติ หรือ Normalization ด้วยการดูดซับสภาพคล่องและยกเลิกมาตรการ QE รวมทั้งมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยมาแล้วถึง 9 ครั้งนับตั้งเดือนธันวาคม 2015

นอกจากนี้ FedWatch อีกหนึ่งเครื่องมือในการศึกษาภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงินสหรัฐนั้นยังระบุว่า นักลงทุนในตลาดคาดการณ์เฟดมีโอกาสถึง 90% ที่จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นในเดือนกันยายน และมีโอกาสมากกว่า 80% ที่จะปรับลดดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ในเดือนธันวาคมนี้

ประธานเฟดยังระบุถึงสถานการณ์ขณะนี้ โดยไม่รู้ว่าการทำสงครามการค้าจะยุติลงเมื่อใด และอย่างไร แต่เฟดกำลังจับตามองสิ่งบ่งชี้ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ เพื่อที่จะดำเนินการอย่างเหมาะสมในการรักษาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจใหเดินหน้าต่อไป

ถึงแม้ว่าจะมีตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง จากการที่อัตราการว่างงานอยู่ในระดับ 3.7% ซึ่งเป็นนระดับที่ต่ำสุดในรอบ 49 ปี รวมทั้งเงินเฟ้ออยู่ใกล้ระดับ 1.6% ในไตรมาสแรก และจะเข้าสู่ระดับเป้าหมาย 2% ภายในสิ้นปีนี้

ทางด้านแมรี ดาลี ประธานเฟด สาขาซานฟรานซิสโก ชี้ว่า ความไม่แน่นอนด้านการค้าสร้างความกังวลอย่างหนักให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจ แต่เศรษฐกิจสหรัฐก็ไม่ได้เผชิญเพียงความเสี่ยงเดียว ซึ่งเฟดไม่ต้องการให้พุ่งเป้าที่ประเด็นความขัดแย้งการค้าเพียงอย่างเดียว 

ขณะที่มีความไม่แน่นอนอื่นๆ ที่ยังจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขท่ามกลางเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง รวมทั้งการถอนตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ได้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกด้วย ทั้งนี้  เจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟด สาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องปรับลดดอกเบี้ยเร็วๆ นี้ ของเฟด เพราะมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากข้อพิพาทการค้า และเงินเฟ้อที่ลดลง 

อย่างไรก็ตาม ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อวันอังคารที่ 25,332 พุ่งขึ้นถึง 512.40 จุด หรือ 2.1% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,803 เพิ่มขึ้น 58.82 จุด หรือ 2.1% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,527 ทะยานขึ้น 194.10 จุด หรือ 2.7%

สำหรับตลาดบอนด์ยังคงปั่นป่วนจากภาวะที่เรียกว่า Inverted Yield เนื่องอัตราผลตอบแทนบอนด์ (บอนด์ยีลด์) ระยะยาวดิ่งตัวลงต่ำกว่าดอกเบี้ยระยะสั้นของเฟด (Fed Fund Rate) ซึ่งอยู้ที่ระดับ 2.25-2.50%ในปัจจุบัน โดยที่บอนด์ยีลด์ของบอนด์รัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงต่ำแตะ 2.09% ต่ำสุดในรอบ 20 เดือนก่อนดีดตัวกลับมาที่ 2.13% เช้าวันพุธทรงตัวที่ 2,12% หลังจากการส่งสัญญาณของประธานเฟดล่าสุด