Home คอลัมนิสต์ ขวัญชนก วุฒิกุล เรียนรู้สิ่งผิด

เรียนรู้สิ่งผิด

915
0
SHARE
ขวัญชนก วุฒิกุล

เป็นธรรมเนียมสำหรับวันส่งท้ายปีเก่าแบบนี้ ที่เราจะนั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาว่า มีอะไรที่เราตั้งใจว่าจะทำ และได้ลงมือทำแล้ว และมีอะไรที่เราตั้งใจว่าจะทำ แต่ยังไม่ได้ลงมือ

ดิฉันว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่มีผิด ไม่มีถูกกับการตั้งเป้าหมายแล้วจะทำได้-ทำไม่ได้ หรือได้ทำ-ไม่ได้ทำ เพราะอย่างน้อยก็เป็นเรื่องดีที่เราตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตบ้าง

ถ้าพูดถึงตัวเอง ก็ต้องบอกว่า ปีที่กำลังจะผ่านไปนี่เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ค่ะ เพราะปีนี้ดิฉันมีงานใหม่ที่งอกเงยขึ้นมาแบบที่ไม่ได้วางแผนไว้ก่อน นั่นก็คือ การทำช่องทางสื่อสารผ่านไลน์ @ : @PKTALKเป็นการต่อยอดมาจากรายการวิทยุ “เงินทองต้องรู้”ที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุ FM 90.5 MHz

เรื่องของเรื่อง ก็มาจากทางสถานีขอลดเวลาการจัดรายการของดิฉันลงจากวันละ 1 ชั่วโมงครึ่งเหลือวันละ1 ชั่วโมง ทำให้ดิฉันและคุณปิยมิตร ยอดเมือง ผู้ดำเนินรายการอีกท่านหนึ่งมานั่งคิดหารือกันว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้คนฟังได้รับข้อมูลเท่าเดิม ไม่ตกหล่นจากที่เราเคยทำเป็นปกติ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจเพิ่มช่องทางสื่อสารโดยใช้แอปพลิเคชั่น “ไลน์” ด้วยการจดทะเบียนเป็นไลน์ @ ใช้ชื่อว่า @PKTALK ซึ่ง P ก็มาจากชื่อคุณปิยมิตร และ K ก็มาจากชื่อขวัญชนก

พอเราจดทะเบียนเป็นไลน์@ เราก็ต้องคิดว่าจะสร้างเนื้อหาหรือคอนเท้นท์อะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษสำหรับสมาชิกไลน์@ ของเรา นั่นแหละค่ะเป็นที่มาของคลิปรายการ “เล่าเท่าที่เหลือ”และหลังจากเราทำ “เล่าเท่าที่เหลือ” มา 12 ตอน เราพบว่า เนื้อหาเน้นหนักในเรื่องการลงทุนแบบเฉพาะทางมากเกินไป คนชมคนฟังส่วนใหญ่ถ้าจะใช้ประโยชน์ได้ ก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนเยอะอยู่

ดังนั้น ในปี 2562ไลน์ @PKTALK จะผลิตรายการเพิ่มอีก 1 รายการ เนื้อหาก็จะเบาขึ้น สบายขึ้น ฟังง่ายขึ้น และ (น่าจะ) สนุกขึ้น โดยที่ “เล่าเท่าที่เหลือ” ก็ยังอยู่นะคะ

ขณะที่อีกหนึ่งรายการในปีนี้ ซึ่งมีคนติดตามอย่างต่อเนื่อง คือ รายการทีเด็ดลูกหนี้ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3และช่อง 33HDนั่งนับดูแล้วว่า ปีนี้ดิฉันออกอากาศทั้งหมด 38เทป พบกับลูกหนี้ทั้งหมด 114คน วันก่อนเพิ่งมีคนถามว่า “ตั้งแต่ทำรายการมา เคสไหนเป็นเคสที่หนักที่สุด”ถ้าพูดถึงประเด็นดราม่าเกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิต ก็ต้องบอกว่า มีหนักๆ หลายเคส แต่ถ้าพูดถึงเรื่องที่มาของการเป็นหนี้ ก็ต้องยอมรับว่า ส่วนใหญ่ที่เป็นหนี้หนักๆ ล้วนมาจากความผิดพลาดในการใช้เงิน ความอยากได้อยากมีเกินฐานะ แทบทั้งนั้น

น้อยคนนักที่ผิดพลาดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์จริงๆ ซึ่งน่าเห็นใจมาก ขณะที่ส่วนใหญ่มักจะรู้อยู่แล้วว่าผิด รู้อยู่แล้วว่าถ้าทำแบบนี้ จะเกิดปัญหาตามมา แต่ก็ยังทำ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวไม่น้อย

สำหรับที่คนพลาดพลั้งเป็นหนี้เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือบางครั้งอาจจะประมาทในการลงชื่อในสัญญาต่างๆ จนสร้างปัญหาให้ในภายหลัง มีคำแนะนำจากศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย มาฝากกันนะคะ

ประการที่สำคัญที่สุด คือ ต้องทำความเข้าใจก่อนลงนามในสัญญา ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อความและเงื่อนไขต่างๆ ด้วยเช่น วัตถุประสงค์ในการกู้เงินตรงตามที่ขอกู้, ระยะเวลาที่ให้กู้เงิน กำหนดวันชำระเงินและความถี่ในการชำระเงิน, จำนวนเงินทั้งที่เป็นตัวเลขและตัวอักษรถูกต้องตรงกัน,อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บเป็นแบบคงที่หรือลอยตัว, มีตารางแสดงจำนวนเงินผ่อนต่องวดที่แสดงทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยชัดเจนหรือไม่

ประเภทและรายละเอียดของหลักประกันในสัญญาจำนองหลักประกันตรงตามที่ระบุในสัญญาหรือไม่,

เงื่อนไขการไถ่ถอนและการเปลี่ยนแปลงหลักประกัน, เงื่อนไขการผิดนัดชำระหนี้ เช่น ดอกเบี้ยผิดนัดคิดในอัตราเท่าไหร่,ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้, เงื่อนไขการยึดหลักประกันเมื่อผิดนัดชำระหนี้,เงื่อนไขการชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด เช่น หากอยากเอาเงินก้อนมาโปะหนี้ก่อนครบอายุเงินกู้จะทำได้หรือไม่และมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง,รายละเอียดอื่น ๆ เช่น ค่าจดจำนองหลักประกัน ค่าประเมินราคาหลักประกัน ราคาประเมินของหลักประกัน (ถ้ามี) และค่าใช้จ่ายในการทำประกันวินาศภัยต่างๆ

ที่สำคัญ ใครเอากระดาษเปล่าๆ มาให้เซ็นชื่อ ห้ามเซ็นเด็ดขาดค่ะ

อย่าไปคิดว่า เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องหยุมหยิม เพราะมีลูกหนี้ที่ซื้อรถมอเตอร์ไซค์วางเงินดาวน์ไป1 หมื่นบาท แต่ตอนทำสัญญาจริงๆ กลับไม่มีการระบุเงินดาวน์ และเซ็นเป็นหนี้เต็มราคารถโดยที่ผู้กู้ก็ไม่ได้ตรวจสอบให้ละเอียด จนทุกวันนี้ก็ไม่รู้ว่า เงินหมื่นที่กว่าเจ้าตัวจะเก็บมาดาวน์รถได้ หายไปอยู่ที่ไหน อยู่กับใคร

เป็นความผิดพลาดที่ไม่ควรจะเกิด และเราสามารถป้องกันตัวเองจากความผิดพลาดไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำๆ ได้ค่ะ

ส่วนคนที่ผิดพลาดเพราะใช้จ่ายเกินตัว อยากได้อยากมีเกินฐานะ ไม่พยายามกินอยู่ตามอัตภาพ มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้น้อย ก็เป็นความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิด และป้องกันได้เช่นกัน แต่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร ต้องขึ้นอยู่กับตัวเองล้วนๆ ลองทบทวนว่าปีนี้เราได้ทำอะไรแบบนี้หรือเปล่า แล้วปีหน้ายังอยากจะทำแบบเดิมอยู่มั้ย