Home คอลัมนิสต์ ปิยมิตร ยอดเมือง ‘เลี่ยง’ การ ‘ไล่’ ใส่ใจหุ้นร่วง

‘เลี่ยง’ การ ‘ไล่’ ใส่ใจหุ้นร่วง

928
0
SHARE

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหุ้นคือ “ความผันผวน” หรือการแกว่งขึ้นลงของราคาหุ้น ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่มีสไตล์การซื้อขายแบบระมัดระวัง จะใช้วิธี “ต่อรองราคา” ไม่ใช้วิธีการ “ไล่ราคา” และในยามที่ “พอร์ตว่าง” หรือมีหุ้นในพอร์ตจำนวนน้อย และมีเงินสดเหลืออยู่มาก ก็จะรอจังหวะให้ “หุ้นร่วง” จึงจะเข้าไปลงทุน

หลักการนี้ใช้ได้ผลจริงหรือไม่ เรามาหาคำตอบร่วมกันครับ

จากข้อมูล ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 ดัชนีราคาหุ้นย้อนหลัง 6 เดือนเพิ่มขึ้น 4.54% ย้อนหลัง 3 เดือน ลดลง 1.15% และหากคิดจากต้นปี 2561 ซึ่งเปิดทำการซื้อขายวันแรกในวันที่ 3 มกราคม 2561 จนถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2561 ดัชนีราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 0.70% นี่แหละครับคือความผันผวนที่เกิดขึ้น

หากย้อนหลังไปตรวจสอบบทวิเคราะห์ตลาดหุ้นของสำนักต่างๆ ในช่วงปลายปี 2560 เราจะพบแต่มุมมองด้านบวก และเมื่อเปิดปี 2561 หุ้นก็พุ่งขึ้นด้วยบรรยากาศที่คึกคักจริงๆ จนบางคนที่พลาดการซื้อหุ้นในวันแรกของปี 2561 คิดว่าตัวเอง “ตกรถ” ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่มีโอกาสซื้อหุ้นในราคานั้นอีกแล้ว แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นครับ

ผมสุ่มเลือกหุ้นตามอักษร A B C D E โดยเลือกชื่อหุ้นที่คุ้นหูคุ้นตามา 5 ตัว เพื่อที่จะพิสูจน์ว่า การใช้กลยุทธ์ซื้อหุ้นโดยไม่ไล่ราคา และรอจังหวะเวลาช่วงหุ้นตก เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมหรือไม่

หุ้น A คือ AOT เปิดวันแรกของปีนี้ที่ราคา 69 บาท แต่คนที่พลาดราคานั้น ก็ยังมีโอกาสซื้อที่ราคาต่ำกว่า เพราะในวันที่ 29 มีนาคม 2561 ราคาลงมาที่ 65.50 บาท โดยในวันนั้นราคาเปิดอยู่ที่ 67.50 บาท นั่นแสดงว่า แม้จะเป็นวันที่ราคาหุ้นลดลงมาจนน่าเก็บแล้วก็ตาม แต่ก็ยังสามารถต่อรองราคาได้ต่ำกว่าราคาเปิดอีกด้วย

หุ้น B ที่สุ่มเลือกมาคือ BTS เปิดวันแรกของปี 2561 ที่ราคา 8.30 บาท แต่ถ้าใครซื้อไม่ทันก็ยังไม่ตกรถไฟฟ้านะครับ เพราะราคาลงมาต่ำสุดของช่วงต้นปีนี้ที่หุ้นละ 7.75 บาท เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 โดยในวันนั้นราคาเปิดขึ้นมาที่ 7.85 บาท นั่นแสดงว่า การต่อรองราคาก็ยังคงเป็นผลดีที่ซื้อได้ต่ำกว่าราคาเปิด

หุ้น C คือ CPALL เปิดวันแรกของปีที่ราคาหุ้นละ 77 บาท ถ้าต่อรองราคาอีกนิด ก็ยังสามารถซื้อได้ที่ 75.75 บาท ในวันที่ 9 มกราคม 2561 ซึ่งในวันนั้นราคาเปิดที่ 76.50 บาท ก็ยังพิสูจน์ว่าสามารถต่อรองราคาได้อยู่ดี

หุ้น D ผมเลือก DTAC มาดูเป็นตัวอย่างครับ ราคาเปิดวันที่ 3 มกราคม 2561 ที่หุ้นละ 49.50 บาท แต่ถึงจะซื้อวันนั้นไม่ได้ ก็ยังสามารถซื้อได้ในราคาต่ำกว่า คือ 43.50 บาท ในวันที่ 23 มีนาคม 2561 จากราคาเปิดวันนั้นที่ 43.75 บาท ซึ่งไม่มีโอกาสต่อรองในวันนั้นมากนัก เพราะราคาต่ำกว่าราคาต้นปีถึง 12% นับว่ามีส่วนลดมากอยู่แล้ว

ส่วนหุ้น E นั้น ผมนึกถึง EA ซึ่งมีราคาเปิดปีนี้ที่ 52.50 บาท ซึ่งคนที่ซื้อในวันนั้น ในเวลาต่อมานอกจากจะยิ้มไม่ออกแล้ว ยังต้องตีอกชกหัวตัวเองอีกด้วย เพราะราคาไหลลงมาถึง 30.25 บาทในวันที่ 9 เมษายน 2561 โดยในวันนั้นราคาเปิดที่ 35 บาท ซึ่งคนที่ต่อรองราคาก็ยังได้หุ้น EA ในราคาต่ำกว่าอยู่ดี

จากหุ้นตัวอย่างที่ผมสุ่มเลือกมา และใช้ตัวเลขของราคาซื้อขายจริงที่เกิดขึ้น น่าจะจุดประกายให้คนที่ลงทุนในหุ้นได้บ้างนะครับ

หลีกเลี่ยงการ “ไล่ราคา” และหาจังหวะช้อนซื้อหุ้นที่เราเลือก เมื่อราคาร่วงหล่นลงมา เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลจริงครับ