Home กองทุน เคล็ด(ไม่)ลับ…วิธีเลือกกองทุนรวม ลดเสี่ยงขาดทุน

เคล็ด(ไม่)ลับ…วิธีเลือกกองทุนรวม ลดเสี่ยงขาดทุน

852
0
SHARE
นายชัยวัฒน์ เมธีวีรังสรรค์
นายชัยวัฒน์ เมธีวีรังสรรค์

นายชัยวัฒน์ เมธีวีรังสรรค์ Managing Director WMSL แนะวิธีเลือกกองทุน LTF/RMF ในงาน “LTF / RMF The Battle Day ยกสุดท้าย LTF / RMF  กับWealthMagik” โดย แนะวิธีเลือกกองทุน LTF/RMFให้เหมาะกับตัวเอง พร้อมเสนอวิธีดูแลพอร์ต ลดความเสี่ยง บรรลุเป้าหมาย แบบไม่ง้อที่ปรึกษาการลงทุน

นายชัยวัฒน์ เผยว่า การลงทุนในกองทุน LTF และ RMF ให้มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่เหมาะสม โดยสิ่งแรกที่ต้องทำก่อนลงทุน คือ

ต้องรู้จักตัวเอง

ไม่ว่าจะลงทุนอะไรก็ตาม คือการทำแบบประเมินความเสี่ยง ซึ่งเป็นแบบสอบถามทางจิตวิทยา  (PsychometricQuestionnaire) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อวัดความเหมาะสม หรือความเข้ากันได้ของนักลงทุนต่อเรื่องที่สนใจนั้น ๆ โดยอิงกับคุณลักษณะส่วนตัวความถนัด หรือศักยภาพเฉพาะด้าน

ที่กำหนด ที่จะช่วยประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงในการลงทุนซึ่งแต่ละบุคคล ที่มีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้ในระดับที่แตกต่างกัน

โดยในแบบสอบถาม จะประกอบด้วยคำถามเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงิน ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ความคาดหวังผลตอบแทน / ความแปรปรวน ประสบการณ์การลงทุน ระยะเวลาการลงทุน และอำนาจการคงอยู่

คำตอบของคำถามเหล่านี้จะนำไปสู่จุดที่รู้สึกว่าปลอดภัยในเรื่องความเสี่ยงหรือที่เรียกว่า Risk Comfort Zone

การทำแบบประเมินความเสี่ยงนั้น แม้จะเป็นการประเมินเพื่อให้ทราบถึงความสามารถในการรับความเสี่ยงเบื้องต้น และอาจจะมีความแตกต่างกับสถานการณ์เสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องทำ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาในการเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับ ตัวเองมากที่สุดและเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยผลของการทดสอบไม่มีผิด หรือถูก ผ่าน หรือไม่ผ่าน เป็นเพียงความเข้ากันได้ในแต่ละประเด็นที่สนใจเท่านั้น

นายชัยวัฒน์ เน้นว่าจะต้องทำแบบสอบถามจากความรู้สึกของตัวเอง โดยแนะนำให้อ่านแล้วตอบทันทีตามสัญชาตญาณ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เรากำลังคิดเมื่อนั้นจะมีการเบี่ยงเบนข้อมูลเกิดขึ้น  ทำให้ได้คำตอบที่ไกลจากความสามารถในการรับความเสี่ยงที่แท้จริง

“เพราะไม่ใช่ทุกคนที่สามารถลงทุนประเภทกองทุนรวมได้”

ในกรณีผู้ที่สามารถรับความเสี่ยงประเภทกองทุนรวมได้ เมื่อทราบว่าตนเองสามารถรับความเสี่ยงในการลงทุนได้ในระดับใดแล้ว ผู้ลงทุนจะสามารถนำระดับความเสี่ยงมาใช้ในการเลือกประเภทกองทุน ซึ่ง แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่

  • ประเภทตลาดเงินซึ่งมีผลตอบแทนต่ำแต่มีความเสี่ยงน้อย
  • ประเภทตราสารหนี้มีผลตอบแทน และความเสี่ยงมากกว่าประเภทตลาดเงินแต่ต่ำกว่าประเภทตราสารทุน
  • ประเภทตราสารทุนมีผลตอบแทนสูงกว่าประเภทตลาดเงิน กับประเภทตราสารหนี้ และมีความเสี่ยงสูงกว่าทั้ง 2 ประเภทเช่นกัน
ประเภทกองทุนรวมและการใช้ประโยชน์
ประเภทกองทุนรวมและการใช้ประโยชน์

ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในกองทุนประเภทใดก็ตาม สิ่งสำคัญคือ ผู้ลงทุนควรจะถือครองกองทุนแต่ละประเภทให้นานเพียงพอ และเหมาะสมกับช่วงเวลาเพื่อลดผลกระทบจากโอกาสขาดทุน

นายชัยวัฒน์ ได้เปิดเผยข้อมูล จากการรวบรวมกองทุนทั้ง 3 ประเภทและคัดเลือกกองทุนที่ดีที่สุดแต่ละประเภทมาทำการเปรียบเทียบกัน พบว่า “การถือครองมีผลต่อการขาดทุน”

สถิติกองทุนรวมประเภทต่าง ๆ
สถิติกองทุนรวมประเภทต่าง ๆ

เมื่อนำมาพลอตเป็นกราฟเส้นเพื่อเปรียบเทียบ พบว่ากองทุนแต่ละประเภทมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน ที่เห็นได้ชัดเจนคือช่วงที่มีวิกฤตทางเศรษฐกิจปี 2508 ที่มีวิกฤตซับไพร์ม ในสหรัฐฯ ทำให้ตลาดเกิดความผันผวนอย่างมาก และส่งผลกระทบในตลาดต่าง ๆ

เมื่อดูลักษณะของกราฟเส้นของกองทุนในช่วงนั้น กองทุนประเภทตลาดเงิน แทบไม่ได้รับผลกระทบจะสถานการณ์ดังกล่าว ขณะที่กองทุนประเภทตราสารหนี้ติดลบเล็กน้อย และกองทุนประเภทตราสารทุนติดลบเกือบ 50%

ซึ่งจากเหตุการณ์ข้างต้น ตลาดต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานถึง 22 เดือน กองทุนทั้ง 3 กองทุน จากทั้ง 3 ประเภท จึงกลับมาอยู่ในสภาวะปกติ

นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในช่วงกลางปี 2556 – ต้นปี2560 ที่ผ่านมา แต่ดัชนีจะไม่ตกลงไม่มากเหมือนช่วงวิกฤตซับไพร์ม แต่ตลาดอยู่ในระดับที่ต่ำนานถึง 4 ปี กว่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

เมื่อสังเกตเส้นกราฟทั้ง 3 อีกครั้งหลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติจากทั้ง 2เหตุการณ์แล้ว พบว่า ทิศทางของเส้นกราฟของทั้ง 3 ประเภท มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย ประเภทกองทุนประเภท

ตราสารทุน ฟื้นตัวกลับมาทำกำไรได้มากกว่าประเภทอื่น ๆ มากเกือบเท่าตัว ซึ่งสะท้อนว่า

ประเภทกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงย่อมมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูง และการเลือกลงทุนในกองทุนแต่ละประเภทนั้นจะต้องอาศัยระยะเวลาที่เหมาะสมเข้ามาประกอบด้วย

แนวทางลดความเสี่ยงการลงทุนในกองทุนรวม

  • ถือครองตามเวลาที่เหมาะสม

ผลตอบแทนที่ดีจะเกิดขึ้นเมื่อมีการถือครองกองทุนที่ยาวนานเพียงพอ โดยจากการรวบรวมข้อมูลกองทุนของเว็ลธ์เมจิก สามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่า กองทุนประเภทตราสารหนี้ควรถือครองให้ยาวกว่า 3 เดือน และประเภทตราสารทุนควรถือให้ยาวกว่า 12 เดือน จึงจะลดความเสี่ยงขาดทุนลงได้

จากข้อมูลข้างต้นสะท้อนว่าการรับความเสี่ยงในการลงทุน ไม่ใช่เพียงแค่ สามารถยอมรับสภาวะขาดทุนในช่วงตลาดผันผวนเท่านั้น แต่ต้องสามารถอดทนถือครองกองทุนในระยะยาวแม้ในช่วงตลาดติดลบ เพื่อให้กลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการตัดสินใจขายออกทุกครั้งที่ตลาดผันผวน

  • ลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง

อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยกระจายความเสี่ยงของการลงทุนในกองทุนรวม คือการจัดพอร์ตกองทุน ที่ผสมผสานทรัพย์สินที่สวนทางกัน เพื่อกระจายความเสี่ยงเมื่อตลาดใดตลาดหนึ่งผันผวน

ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีทางการเงินทั่วไป ที่เมื่อมีการผสม 15-40 ตัว สามารถลดการขาดทุนได้ คือสามารถปรับสมดุลได้ โดยทำให้ความเสี่ยงลดลง ผลตอบแทนเท่าเดิม

  • ปรับพอร์ตสม่ำเสมอ ตามเวลาที่เหมาะสม

สิ่งที่สำคัญหลังการลงทุน ควรมีการติดตามพอร์ตและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์จากภาพนอกที่อาจส่งผลกระทบ โดยแนะนำให้ปรับพอร์ต 1 ครั้งต่อ 3 เดือน ไม่ปรับพอร์ตถี่เกินไปเนื่องจากมีเรื่องค่าใช้จ่ายในการซื้อขาย

  • รู้จังหวะในการถอนการลงทุน

นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเข้าลงทุนคือ การเลิก หรือถอนการลงทุน โดยนายชัยวัฒน์ เสนอการถอนตามแนวคิด Glide Path เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน โดยแนะนำว่าควรวางแผนถอนการลงทุน 3-5 ปีก่อนถึงเป้าหมาย

โดยต้องระวังการถอนการลงทุนแบบ Reverse Dollar-Cost Averaging (Reverse DCA) (ค่อย ๆ ถอนเป็นประจำสม่ำเสมอทุกเดือน) เนื่องจาก DCA เหมาะกับการเข้าซื้อแต่ไม่เหมาะกับการถอนการลงทุน

การลงทุนกองทุนรวมซับซ้อน และความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นโดยตรง อย่างไรก็ตาม การลงทุนต้องอาศัยความรู้และเข้าใจสินทรัพย์ที่จะลงทุนก่อนโดยสามารถยึดหลัก 5 ขั้นมั่นใจลงทุนที่ว่า

  1. ไม่รู้ ไม่ลงทุน
  2. มีวินัยในการลงทุน
  3. กระจายการลงทุน
  4. ปรับพอร์ตสม่ำเสมอ
  5. อดทน

รู้จักใช้ตัวช่วยในการลงทุน

ขณะเดียวกัน ปัจจุบันมีเครื่องมือที่สามารถช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถลงทุนได้ทุกขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพได้ด้วยตนเอง

ตั้งแต่การเริ่มทำแบบประเมินความเสี่ยง ค้นหากองทุนที่เหมาะสม  ติดตามพอร์ต แนะนำการปรับพอร์ต ตลอดจนหาจังหวะในการถอนการลงทุนได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

 “ทุกขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้น WealthMagik ช่วยได้ทั้งหมด” นายชัยวัฒน์ กล่าว

โดยอธิบายเพิ่มเติมว่า WealthMagik มีการบริการตั้งแต่ การเริ่มต้นรู้จักตัวเองก่อนลงทุนด้วยแบบประเมินความเสี่ยง IOS มีโปรแกรม My Plan ช่วยให้สามารถวางแผนการเงินด้วยตัวเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการออมอย่างที่ต้องการ ซึ่งจะมีตัวช่วย และแนะนำในกรณีที่เงินออมในปัจจุบันของคุณยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย

ซึ่งหากมีหลากหลายเป้าหมาย เว็ลธ์เมจิกก็สามารถช่วยบริหารพอร์ตย่อยได้มากกว่าหนึ่งพอร์ต ที่สามารถช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถจัดการทุกเป้าหมายได้ในที่เดียว

นอกจากนี้ยังมีบริการติดตามการทำงานของพอร์ต ซึ่งหากตรวจสอบพบว่าพอร์ตเริ่มทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เว็ลธ์เมจิกยังมีบริการ Rebalance Portfolio หรือปรับพอร์ให้ทำงานตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ รวมถึงการหาจังหวะในการขายออกให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของการลงทุน

นายชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “สำหรับกองทุน RMFs เป็นการลงทุนที่เหมือนกับการซื้อวินัยการลงทุน ที่มีประโยชน์อย่างมากในวัยเกษียณ และเป็นหลักประกันที่มั่นคงว่าจะสามารถมีเงินเพียงพอและอยู่อย่างสุขสบายในปั้นปลาย

ส่วน LTFsแม้จะมีข่าวคราวว่าจะต้องปิดตัวลงแล้ว แต่เชื่อว่าในปีหน้าจะต้องมีตัวเลือกออกมาเป็นทางเลือกในการลงทุน พร้อมทั้งแนะนำให้มนุษย์เงินเดือนลงทุนในLTFs เพื่อใช้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีให้มากที่สุดอีกด้วย”