Home คอลัมนิสต์ วัชรา จรูญสันติกุล เดโมเครตคุมสภาล่าง “ทรัมป์”เริ่มขยับนโยบายลำบาก

เดโมเครตคุมสภาล่าง “ทรัมป์”เริ่มขยับนโยบายลำบาก

428
0
SHARE
ทำเนียบขาว

การเมืองในสหรัฐเป็นเรื่องที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่อาจจะหลีกเสี่ยงเส้นทางการดำเนินนโยบายที่ยากลำบากได้ในช่วงเวลาการบริหารประเทศในเวลาส่วนที่เหลืออีก 2 ปีข้างหน้าได้

หลังจากภาพการเลือกตั้ง พรรคเดโมเครตจะเข้าควบคุมเสียงในสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) โดยเอาชนะพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ ถึงแม้ว่าการเลือกตั้งจะพ่ายแพ้ในสนามวุฒิสภา (ส.ว.) 

CNN รายงานล่าสุดจนถึงเที่ยงวันในไทยวันนี้ พรรครีพับลิกันได้ที่นั่งในสภา ส.ส.ที่ 175 เสียง และที่นั่งในสภา ส.ว.ที่ 51 เสียง ขณะที่พรรคเดโมแครตได้ที่นั่งในสภา ส.ส.ที่ 190 เสียง และที่นั่งในสภา ส.ว.ที่ 43 เสียง 

ทั้งนี้ การเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจำนวน 435 คน ซึ่งพรรคเดโมแครตขาดเพียง 24 ที่จากที่เคยควบคุมอยู่ 194 เสียงรวมเป็น 218 เสียง ก็จะสามารถชนะพรรครีพับลิกัน และสามารถคุมสียงในสภาส.ส.ได้ ขณะที่เลือกสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 35 คนจากทั้งหมด 100 คน ชี้ว่าพรรครีพับลิกันจะได้ควบคุมด้วยเสียง 51 ต่อ 49 ในสภา ส.ว. 

บทวิเคราะห์การเมืองในสหรัฐขณะนี้ บ่งชี้ว่าการพรรคเดโมแครตจะได้เสียงข้างมากในสภา ส.ส. ก็จะส่งผลทำให้การบริหารประเทศในช่วง 2 ปีสุดท้ายของประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะต้องเผชิญกับความยากลำบากมากกว่าที่ผ่านมา รวมถึงการที่พรรคเดโมแครตจะสามารถเปิดการไต่สวนกรณีการแทรกแซงของรัสเซียต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 2016 รวมถึงการกล่าวหาในเรื่องหลีกเลี่ยงเปิดเผยเอกสารการจ่ายภาษีและการตรวจสอบธุรกิจของของผู้นำสหรัฐกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตในสภาส.ส. ยังจะสามารถยับยั้งการออกนโยบายหรือผ่านร่างกฎหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับใหม่, การรื้อแผนประกันสุขภาพโอบามาแคร์ รวมทั้งกฎหมายดอดด์-แฟรงค์ที่เป็นการผ่อนคลายนโยบายเกี่ยวกับการดำเนินงานของระบบธนาคารสหรัฐ กฎหมายสนับสนุนการขุดเจาะหาแหล่งพลังงาน และกฎหมายดูแลผู้อพยพเข้าสหรัฐ

โดยเฉพาะกฎหมายทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งชาวอมริกันต้องการให้รัฐบาลดูแลในเรื่องภาวะการมีงานทำและการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน ถึงแม้ว่า อัตราการว่างงานสหรัฐจะลดลงสู่ระดับ 3.7% ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าเป็นอัตราว่างงานต่ำสุดในรอบ 49 ปีก็ตาม 

และนโยบายด้านการค้า โดยเฉพาะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทำการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็นมูลค่า 250,000 ล้านดอลลาร์ได้มาถึงครึ่งทางของการนำเข้าทั้งหมด 505,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว และมีการขู่ว่าจะเรียกเก็บเพิ่มอีก 267,000 ล้านดอลลาร์ หากว่าการเจรจากับประธานาธิบดีสิ จิ้นผิง ในนอกรอบการประชุม G-20 ช่วงปลายเดือนนี้เกิดล้มเหลว 

ตลาดคาดการณ์ว่าผู้นำสหรัฐน่าจะพยายามหาทางตกลงทางการค้ากับผู้นำจีนให้ได้ แทนที่จะปล่อยเกิดเป็นสงครามการค้าที่ดุเดือดต่อไปอีกหลายปี เพราะผลที่ตามมาจะส่งผลต่ออัตราการเติบโตเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง  จนสะท้อนสู้ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นในสหรัฐ จีน และทั่วโลก เกิดความเสี่ยงในขาลงมากขึ้น

ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์ที่มองปัญหาเชิงลบที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐว่าอาจจะเกิดสัญญาณวิกฤติใหม่ในปี 2019 ไม่ว่าพรรครีพับลิกันหรือพรรคเดโมแครตจะเป็นฝ่ายชนะ เพราะจะไม่มีผลต่อตลาดการเงิน เนื่องจากในปีหน้ารัฐบาลาสหรัฐจะมีภาระหนี้ที่เกิดจากการขาดดุลการคลังสูงถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ มีภาระจ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเพราะผลตอบแทนบอนด์รัฐบาลสหรัฐที่พุ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดการเงินสหรัฐเกิดผันผวนหนัก รวมถึงตลาดหุ้นที่ได้ผ่านจุดสูงสุดของภาวะตลาดกระทิงมาแล้ว จะมีการปรับตัวลดลงในช่วงข้างหน้านี้

แต่มุมมองดังกล่าวซึ่งสวนทางกับนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่คาดว่าตลาดหุ้นสำรัฐยังไปต่อได้แม้จะมีความเายงเพิ่มขึ้น เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐจะยังประคับประคองให้แข็งแกร่งอยู่ได้ถึง 2 ปีในช่วง 2019-2020 ก่อนที่เศรษฐกิจจะเริ่มชะลอตัวลง