Home ทิศทางเศรษฐกิจ หุ้น-การเงินโลก นักวิเคราะห์ฟันธงเศรษฐกิจขาลง บล.ไทยพาณชิย์แนะเลือกหุ้น6กลุ่มเด่น

นักวิเคราะห์ฟันธงเศรษฐกิจขาลง บล.ไทยพาณชิย์แนะเลือกหุ้น6กลุ่มเด่น

1690
0
SHARE
SCB

ไทยพาณิชย์จัดงานเสวนา “SCBAM Investment Forum 2019” นักวิเคราะห์ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจและมุมมองการลงทุน 2019 มีแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก จากผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ความเสี่ยงการเมืองโลก มองหุ้นกลุ่มค้าปลีก กลุ่มอาหาร กลุ่มท่องเที่ยว น่าสนใจในระยะสั้น กลุ่มขนส่ง การแพทย์ และนิคมอุตสาหกรรม น่าลงทุนระยะยาว

เศรษฐกิจโลกชะลอ จากปัจจัยหลักสหรัฐฯ – จีน 

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจโลก ว่าในปีนี้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง จากเศรษฐกิจประเทศต่าง ๆ ที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลง เช่น เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่คาดว่าชะลอตัวลงในปีนี้ เศรษฐกิจยุโรป โดยเฉพาะประเทศอิตาลี ที่เริ่มถดถอยติดต่อกันต่อเนื่อง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา เศรษฐกิจอังกฤษที่ยังรอความชัดเจนเรื่องเบร็กซิท  ซึ่งคาดว่าจะมีการยื้อการเจรจาถึง 14 มี.ค. 62 รวมถึงเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงและยังค้างคาในประเด็นสงครามการค้ากับสหรัฐฯ

แม้ปัจจุบันท่าทีของประธานธิบดีสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มที่ผ่อนปรนต่อจีน และยอมที่จะเข้าเจรจากับจีนแต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องติดตาม คือ

1) อย่าปล่อยให้เงินเฟ้อสหรัฐฯเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยจากน้ำมันแพง กำแพงกั้นการเข้ามาทำงานในสหรัฐ ฯลฯ ที่จะนำไปสู่โอกาสที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ขึ้นดอกเบี้ยเข้าสู่ภาวะปกติที่ 3% ที่อาจส่งผลกระทบในหลายด้าน

2) โดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้สหรัฐฯ มีหนี้ 22 ล้านล้านเหรียญ มากกว่า GDP ของประเทศ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวขึ้นได้ จนส่งผลต่อการประเมินเศรษฐกิจโดยรวม และตลาดหุ้น

3) จีนมีหนี้บริษัทสูง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับหนี้บริษัทของสหรัฐฯ มีหนี้บริษัทน้อยกว่า โดยสหรัฐฯ มีหนี้ 9 ล้านเหรียญ ในขณะที่ขนาดเศรษฐกิจอยู่ที่ 20 ล้านล้านเหรียญ แต่จีนมีหนี้บริษัทที่ 18 ล้านเหรียญในขณะที่มีขนาดเศรษฐกิจเพียง 12 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ทำให้เศรษฐกิจแผ่วลงได้

เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ปรับตัวลงจากปีที่แล้ว

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงาน Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ประเมินเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ หรือ EM ว่า ในปี2562 จะเติบโตที่ 4.5% ลดลงจากปี 2561 แล้วเล็กน้อยที่ 4.6% 

ปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อเศรษฐกิจของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ในปีนี้ คือ

1) การค้าโลก ปัจจัยบวกคือท่าทีสหรัฐฯและจีนประนีประนอมมากขึ้นอย่างน้อยในระยะสั้น ปัจจัยลบคือปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มชะลอลง 

2) ภาวะการเงิน ปัจจัยบวกคือ Fed dovish มากขึ้นทำให้ US yeild ลดลง/เงินทุนไหลเข้า EM มากขึ้น ปัจจัยบวกอีกหนึ่งประการคือธนาคารกลาง EM มี policy room มากขึ้น

3) ทิศทางดอลลาร์ มีปัจจัยบวกคือดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอลงและ Dovish Fed

4) ราคาน้ำมัน ปัจจัยบวกราคาน้ำมันโน้มต่ำลงจากปีที่แล้ว (EIC ประมาณการ Brent 65 ดอลลาร์ vs 72ดอลลาร์)

5) เสี่ยงทางการเมือง ยังจำเป็นต้องจับตาผลของเบร็กซิท การบอยคอดอิหร่าน รวมทั้งการเลือกตั้งของอินเดียและอินโดนีเซีย 

โดยปัจจัยเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจ EM ในปี2562 คือ

1) ภาวะการเงินโลกตึงตัวมากกว่าคาด
– Fed อาจปรับท่าที hawkish มากขึ้น หากเศรษฐกิจเติบโตดีและเงินเฟ้อเร่งตัว ซึ่งอาจทำให้ USD กลับแข็งค่าขึ้น
– ภาวะการเงินจะดึงตัวมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีความเปราะบางทางการเงิน

2) สงครามการค้ากลับมารุนแรง 
– มีโอกาสที่จะกลับมาประทุได้อีก เพราะปัญหาเกิดจากการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีความซับซ้อนและยากลำบากในการบรรลุข้อตกลง หากปะทุขึ้นอีก อาจทำให้เศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศชะลอมากกว่าคาด
– ความไม่แน่นอนด้านนโยบายส่งผลกระทบต่อการลงทุนและ supply chain
– จับตามอง Auto Traiff ที่สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณา

3) Geopolitics risk
– ความไม่นอนแน่ทางการเมืองในประเทศหลัก (เช่น เบร็กซิท) ความขัดแย้งในประเด็น Geopolitics (เช่น ตะวันออกกลาง) รวมทั้ง การเลือกตั้งใน EM ที่สำคัญ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย เป็นประเด็นที่ต้องจับตามอง

“มองว่ายังมีโอกาสแม้เศรษฐกิจจะชะลอ แต่ควรมีการกระจายความเสี่ยงลงทุนในประเทศและต่างประเทศ โดยเลือกประเทศที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ซึ่งในปีนี้คาดว่าเอิร์นนิ่งจะยังไม่สูงเพราะเศรษฐกิจยังมีการชะลอตัว” ดร.ยรรยง กล่าว

กลุ่มค้าปลีก อาหาร ท่องเที่ยว เด่นรับนโยบายพรรคการเมือง

ด้าน นายกัมพล จันทวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด คาดการณ์เศรษฐกิจไทยว่า เป้าหมาย SET Index ในปี2562 อยู่ที่ 1700-1800 จุด โดยในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จะเป็นไตรมาสที่โดดเด่น จากหลายปัจจัย อาทิ พื้นฐานมั่นคงแม้อัตราการเติบโตยังไม่สูง เป็นต้น

“ส่วนปัจจัยทางการเมือง ไม่ได้เป็นตัวทำให้หุ้นลง เป็นตัวกดไม่ให้หุ้นขึ้น และส่วนใหญ่มีผลในระยะสั้น ส่วนปัจจับยที่ส่งผลระยะยาวคือปัจจัยพื้นฐาน” นายกัมพล กล่าว

นายกัมพล มองว่าหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจสำหรับปีนี้ คือ

กลุ่มค้าปลีก เนื่องจากเติบโตอย่างสม่ำเสมอ มีกลยุทธ์ในการปรับเพิ่มมาร์จิน และความเสี่ยงต่ำ

กลุ่มอาหาร ราคาเนื้อสัตว์ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัวต่อจากปี2561 ในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบยังคงต่ำ ราคาหุ้นเพิ่งเริ่มฟื้น คาดว่าจะ Outperform ในปีนี้

กลุ่มท่องเที่ยว ฟื้นตัวจากแรงหนุนของนโยบายภาครัฐ ถือว่าหัวใจของเศรษฐกิจไทย คาดว่าจะ Outperform ในปีนี้เช่นกัน

กลุ่มขนส่ง Mass Transit เข้าสู่ช่วงเติบโตดี ส่วนสนามบินได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการที่ธุรกิจท่องเที่ยวฟื้นตัว เหมาะกับการลงทุนระยะยาว 

การแพทย์ คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากนโยบายควบคุมค่าบริการจำกัด การลดลงของราคาเป็นโอกาสในการลงทุนระยะยาว

นิคมอุตสาหกรรม เติบโตตามวัฏจักรการลงทุน โดยเฉพาะโครงสร้าง EEC แต่มองว่าเหมาะกับการลงทุนระยะยาว

ไอซีที การแข่งขันไม่ได้รุนแรงเท่ากับในอดีต กระแสเงินสดสม่ำเสมอการลงทุนในอนาคตไม่มากเท่ากับในอดีต เหมาะสำหรับการซื้อรับปันผล