Home ทิศทางเศรษฐกิจ หุ้น-การเงินโลก 6ผู้จัดการกองทุนเปิดกลยุทธ์เลือกหุ้นเด็ด รับ’เอเซียผงาด’

6ผู้จัดการกองทุนเปิดกลยุทธ์เลือกหุ้นเด็ด รับ’เอเซียผงาด’

580
0
SHARE

เปิดมุมมอง 6 ผู้จัดการกองทุนมองทิศทางเศรษฐกิจเอเซียยังสดใส แม้มีปัจจัยเสี่ยงจากสงครามการค้า มีปัจัยสนับสนุนจากความเป็นเมือง-ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แนะปรับพอร์ตเน้นหุ้นภายใน ลดผลกระทบภายนอก ระบุหุ้นไทยปีนี้แกว่ง 13% เป็นเรื่องปกติ ขณะที่ยังมองตลาดเวียดนาม-จีนน่าสนใจ

บลจ.กรุงศรีจัดสัมนา“Asia Investment Forum : The World’s Growth Engine”เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจและโอกาสการลงทุนในทวีปเอเชีย โดยทีมผู้บริหารกองทุนชั้นนำของเอเชีย จาก 6 ผู้จัดการกองทุน ซึ่งมองว่าเอเซียยังสดใส พร้อมกับแนะกลุยุทธ์การเลือกพอร์ตลงทุน

ภาพรวมตลาดหุ้นเอเชีย

Suzanna Wong จาก Vontobei Asset Management กล่าวว่า ปี 61 นี้ตลาดหุ้นเอเชียดูจะไม่หมูเหมือนเมื่อก่อนเเล้ว เพราะโดยภาพรวมมีตลาดที่เกิดขึ้นใหม่อยู่เรื่อยๆ แต่ก็มีปัจจัยที่เข้ามามีส่วนกระทบกับตลาดหุ้นในเอเชียอย่างเช่นปัญหาสงครามการเงินระหว่างจีนและสหรัฐฯ, ปัญหาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทำให้หุ้นหลายๆตัวในเอเชียตกลงบ้างเล็กน้อย

แต่ถ้าไปดูในของบริษัทจดทะเบียน(บลจ.)ต่างๆในเอเชียถือว่ายังมียอดการทำกำไรที่ดีอยู่พอสมควร แต่สิ่งที่หลายๆคนกำลังเป็นกังวลคือเรื่องสงครามการค้าของจีนกับสหรัฐฯว่าจะส่งผลกระทบมากน้อยขนาดไหนกับทิศทางเศรษฐกิจโลก ตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่น่าจับตามองมากเช่นกัน เพราะสถานการณ์ปัจจุบันจีนยังคงมีท่าทีวางเฉยกับเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะเดียวกัน จีดีพี ของจีนก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

ขณะที่ Pang King Weng จาก Schroders Investment Management กล่าวเสริมเรื่องสถานการณ์เอเชียว่า ในระยะยาวถือว่าโอกาสการเติบโตในเอเชียยังดี เพราะมีปัจจัยที่สำคัญเป็นตัวขับเคลื่อนนั่นก็คือความเป็นเมือง และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการบริโภค ใช้จ่าย ทำธุรกรรมต่างๆ รวมไปถึงการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเอเชียยังสามารถไปต่อได้อย่างสดใส

เมื่อเราลองมาเทียบการลงทุนต่างๆในเอเชีย การันตีได้ว่าจะมีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไหลเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่องเพราะที่ผ่านมาเอเชียเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น และถ้าไปดูอัตราการเติบโตในตลาดหุ้นของเอเชียในครึ่งปีแรก 61 นี้ถือว่าเติบโตขึ้นมาจากปีก่อนถึง 14.4% ถือเป็นตัวเลขการเติบโตที่น่าพอใจเลยทีเดียว

โอกาสลงทุนอยู่ไหนกับตลาดหุ้นเอเชีย

Suzanna Wong กล่าวอีกว่าการลงทุนที่ดีต้องร่อนหุ้นออกมาให้เจอตัวที่น่าสนใจจริงๆเสียก่อน จากนั้นจริงค่อยๆทำการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของบริษัทนั้นว่าจะต้องใช้การลงทุนเท่าไร และในอนาคตจะมีกำไรตามมาหรือไม่ อย่างประเภทอุตสาหกรรมที่น่าเข้าไปลงทุนในเอเชียหนีไม่พ้นอุตสาหกรรมไอที เพราะอุตสาหกรรมนี้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เพราะรายได้ของธุรกิจประเภทนี้มักมาจากรายได้ในประเทศของเขาเอง ดังนั้นแล้ว เมื่อเกิดวิกฤติต่างๆ หรือภาวะสงครามทางการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็เเทบไม่มีอะไรส่งผลกระทบมากนัก ส่วนวิธีการหาหุ้นที่ดีที่สุดคือควรดูทุกตัวอย่างละเอียด และคัดออกมาก่อน 25 ตัวที่คิดว่าเจ๋งจริงๆ

จากนั้นจึงนำมาวิเคราะห์กันอย่างละเอียดอีกทีจะทำให้โอกาสในการลงทุนลดความเสี่ยงลงได้มาก

ส่วนธุรกิจที่น่าเข้าไปลงทุนอีกประเภทคืออุตสาหกรรมน้ำมัน เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบไม่มีท่าทีว่าจะอ่อนตัวลงก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้น่าเข้าไปลงทุนเช่นกัน

ในขณะที่ตอนนี้พอร์ทหุ้นของบริษัทมีจำนวนหุ้นอยู่ 39 ตัว สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณภาพของพอร์ทหุ้นต้องดีเสมอ เพราะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราเอาชนะตลาดได้ เพราะการที่เราวิเคราะห์หุ้นอย่างจริงจังและคัดตัวเด็ดๆมาโดยเฉพาะจะทำให้ได้หุ้นที่สามารถทำกำไรได้ดีกว่าหุ้นตัวอื่น โดยต้องมีการประเมินหุ้นทุกตัวเป็นไตรมาสว่ายังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ไหม ถ้าเกิดอ่อนแอเเล้วเราก็ต้องเอาออกจากพอร์ทในไตรมาสหน้าทันที และหาตัวใหม่ที่ดีกว่าเข้ามาเสียบแทน

Pang King Weng กล่าวเสริมว่า การจะเข้าไปลงทุนในประเทศต่างๆเราควรศึกษาและดูภาพรวมของราคาหุ้นทั้งหมดตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันเสียก่อน และนำมาพิจารณษกับราคาปัจจุบันว่ามันอยู่ในระดับไหน คุ้มค่าหรือไม่ที่จะร่วมลงทุนในตอนนี้ อย่างที่บอกว่าความเป็นเมืองเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นในทวีปเอเชีย ทำให้ธุรกิจที่น่าเข้าไปลงทุนในเอเชียตอนนี้ได้แก่พวกสาธารณูปโภค รวมไปถึงกลุ่มวัตถุดิบที่จะนำมาก่อสร้าง ส่วนไอที ก็เห็นด้วยเช่นกัน

มาพูดถึงการกระจายความเสี่ยงกับการลงทุน หลายปีที่ผ่านมานักลงทุนเจอวิกฤติทางเศรษฐกิจถึง 6 ครั้งในรอบ 10 ปี เช่นปัญหากรีซที่ทำให้ตลาดลง และปัจจุบันสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งวิกฤติของโลก แต่ขณะเดียวกันเราก็ได้มีวิธีการจัดพอร์ทหุ้นให้ปลอดภัยมากที่สุดหากว่าจะต้องประสบกับวิกฤติจริงๆ

เคล็ดลับที่นำมาใช้นั่นก็คือการแบ่งพอร์ทหุ้นที่แบบเติบโตดี กับ ดีเฟนซีฟ เพราะมันจะจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ พอเราเข้าไปลงทุนใน 2 กลุ่มนี้เรียบร้อยเเล้ว จะทำให้พอร์ทหุ้นของเราเกิดความสมดุลที่ลงตัว แต่อีกปัจจัยคือการเข้าไปลงทุนในหลายสินทรัพย์ ไม่เพียงแค่หุ้น หรือพันธบัตร เท่านั้น แต่ถ้านำไปลงทุนอย่างอื่นได้ด้วยก็จะเกิดผลดี

เพราะจะทำให้เกิดการเฉลี่ยรายได้ในพอร์ตไม่ให้เกิดปัญหาเมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเจอกับวิกฤติ เพราะมีการลงทุนหลากหลายรูปแบบ และสิ่งสำคัญที่ควรทำไม่แพ้กันคือการวิเคราะห์โอกาสการขาดทุนของเราจะยิ่งทำให้ลดความเสี่ยง เพราะเราจะสามารถพบปัญหาก่อนและสามารถอุดช่องโหว่นั้นได้ทันท่วงที

 

ชี้ตลาดหุ้นไทยแกว่ง13% เป็นสภาวะปกติ

ฉัตรแก้ว เกราะทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนทางเลือก บลจ.กรุงศรี  กล่าวว่าที่ผ่านมา Set Index ในประเทศไทยมีความเหวี่ยงมาลอดในปี 61 โดยจุดที่เคยขึ้นไปสูงสุดในปีนี้อยู่ที่ 1839 จุด ส่วน 1595 เป็นจุดที่คาดว่าอยู่ในช่วงต่ำสุดและเราก็ได้ผ่านมันมาแล้ว จากจุดสูงสุดถึงต่ำสุดในปีนี้ คิดเป็น 13% ซึ่งเป็นสภาวะปกติ ยังไม่ถือว่าวิกฤติ มองว่าภาพรวมของเศรษฐกิจไทยยังคงดูดี เพียงแต่มีปัจจัยถายนอกที่เข้ามากระทบความเชื่อมั้นอย่างเช่นเรื่องเงินเฟ้อ หรือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เท่านั้น

ถ้าเราไปดูฝั่งสหรัฐฯ จะพบว่าเขาขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดอกเบี้ยของไทยกับสหรัฐเริ่มต่างกันแล้ว และสหรัฐฯก็แซงไทยไปแล้วด้วยเช่นกัน คาดว่าที่สหรัฐฯจะยังมีการประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง แต่ก็ต้องตามดูว่าจะส่งผลกระทบอะไรกับเศรษฐกิจไทยหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา จีดีพีของเศรษฐกิจไทยก็โตขึ้นต่อเนื่อง โดยปี60 เพิ่มขึ้นมา 3.9% และคาดว่ามีโอกาสจะเพิ่มสูงถึง 5% ได้ในปีนี้เช่นกัน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตคือ ภาวะเศรษฐกิจโลกโตขึ้น และตลาดเอเชียก็โตขึ้น 6% เช่นกัน ทำให้ประเทศไทยได้ผลประโยชน์จากการส่งออกสินค้าซึ่งมียอดเติบโตการส่งออกในปีนี้ 11% ซึ่งปัจจุบันไทยมีการกระจายการส่งออกไปหลายประเทศ 4-5 ปีที่ผ่านมา การค้าขายในเอเชียดีขึ้นมาก ดังนั้นแล้วสงครามการค้าไม่น่าจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยมากนัก

ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมการผลิตก็เริ่มมีการผลิตมากขึ้น การท่องเที่ยวในครึ่งปีแรกนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติไหลเข้ามา 20 ล้านคน ซึ่งตั้งเป้าทั้งปีให้ได้ 40 ล้านคน เพิ่มจากปีก่อนที่มียอดทั้งปี 33 ล้านคน ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้นถึง 15% จากปีที่เเล้วอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งถ้าดูจากภาพรวมแล้วถือว่าเศรษฐกิจไทยยังคงดีและมีแนวโน้มจะสดใส

ต่างชาติเริ่มสนใจตลาดหุ้นเวียดนาม

Alex Traves จาก J.P. Morgen Asset Management กล่าวว่า สำหรับการลงทุนเเล้วมีความผันผวนเสมอถือเป็นเรื่องปกติที่อยู่คู่กับการลงทุนมาอย่างยาวนาน สถานการณ์ปัจจุบันของโลกกำลังอยู่ในช่วงเป็นกังวลกับสถานการณ์สงครามการค้า, การขึ้นอัตราดอกเบี้ย และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่เเข็งตัวขึ้น แต่ว่าสิ่งเหล่านี้กับเป็นปัจจัยเชิงบวกไปยังตลาดหุ้นด้วยเช่นกัน ทีนี้ลองไปดูใส้ในของการสำรองเงินตราของเวียดนามดูบ้าง

ที่เวียดนามมีสัญญานที่ดีเพราะมีอัตราสะสมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันหุ้นบัญชีการเดินสะพัดก็แข็งแรงขึ้น ภาพรวมดูแล้วเวียดนามยังคงแข็งแรง ที่ผ่านมาตลาดเวียดนาม ROE สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ส่วนกลุ่มธุรกิจอื่นๆในเวียดนามก็ยังมีโอกาสเติบโตแต่ก็ถือว่ายังน้อยกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย

ส่วนปัจจัยที่จะทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามโตได้นั่นคือกำไร ยกตัวอย่างที่จีนมีการพัฒนาหลายๆอย่างขึ้นมาส่งผลให้อัตราค่าเเรงของจีนก็ปรับสูงขึ้นด้วย ทำให้เวียดนามถูกวางเป็นฐานผลิตแหล่งใหม่เนื่องจากมีอัตราค่าจ้างต่ำกว่า เม็ดเงินจาดต่างประเทศค่อยๆทยอยไหลเข้าเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

ตรงนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้อัตราการเติบโตกำไรในเวียดนามค่อยๆสูงขึ้น ส่วนอีก 2 ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ตลาดเวียดนามเริ่มเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติคือจะมี IPO เข้าตลาดหุ้นในเวียดนามเยอะขึ้น และที่เวียดนามกำลังมีนโยบายลดเพดานการถือหุ้นของต่างชาติลง เช่นเมื่อก่อนมีการห้ามต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจบางประเภทของเวียดนาม แต่ปัจจุบันเริ่มมีการเปิดเสรีมากขึ้นทำให้เวียดนามเป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียที่น่าเข้าไปลงทุน

จีนเศรษฐกิจใหญ่ แต่หุ้นเล็ก มีโอกาสเติบโตสูง

Projit Chatterjee จาก UBS Asset Management กล่าวว่าสถานการณ์ตลาดหุ้นในประเทศจีนนั้นเป็นประเทศใหญ่ทำให้มีหุ้นมากมายซึ่งก็เป็นทั้งโอกาส และข้อผิดพลาด ในเรื่องที่ทำให้คนมองข้ามหุ้นบางตัวไป ถ้าเทียบจีนกับสหรัฐฯ ปัจจุบันจีนมีเปอร์เซนต์ของการทำธุรกิจในโลกคิดเป็น 14.8% ขณะที่สหรัฐฯยังคงนำหน้าอยู่เพราะมีค่าเฉลี่ย 24.6% เป็นตัวเลขที่ยังดูสูสี

แต่ถ้าไปเทียบเปอร์เซนต์หุ้น จีนมีหุ้นเทียบเป็นเปอร์เซนต์ระดับโลกอยู่แค่ 3.5% ขณะที่สหรัฐมีหุ้นอยู่ 52.6% มากกว่ากันแบบเทียบไม่ติด แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของจีนใหญ่ แต่ว่าหุ้นยังคงเล็ก ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่ยังสามารถจะเข้าไปลงทุนในช่วงเริ่มแรกและยังมีโอกาสพัฒนาไปอีกไกล 

ปัจจุบันจีนมีอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช้น สุขภาพ ประกัน ไอที เป็นอุตสาหกรรมที่ยังคงเติบโตได้ในจีนเพราะเกิดการสร้างงานอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้จีนน่าสนใจคืออัตราเม็ดเงิน RMD และยังมีนวัตกรรมใหม่ๆที่มีการจดสิทธิบัตรแซงหน้าญี่ปุ่นไปแล้ว แต่ว่าจีนกำลังประสบปัญหาสังคมผู้สูงอายุล้นเมือง

แต่ว่าก็อาจเปลี่ยนเป็นโอกาสได้เพราะยังมีอุตสาหกรรมดูแลสุขภาพ ประกันภัย เข้ามารองรับ ซึ่งก็เป็นอีก 2 ธุรกิจที่น่าจะมีโอกาสเติบโตอย่างสูงในจีน สำหรับการลงทุนในประเทศจีนนั้นควรเน้นการลงทุนแบบระยะกลางไปจนถึงยาว จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนแบบระยะสั้น