Home คอลัมนิสต์ วีระ ธีรภัทร เลือดสาดที่สมรภูมิการบิน? (1)

เลือดสาดที่สมรภูมิการบิน? (1)

1128
0
SHARE

เวลาผมเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะถ้าหากจะต้องอยู่บนท้องฟ้าเหนือพื้นดินประมาณสิบกิโลเมตรเป็นระยะเวลานานเกินกว่าสิบชั่วโมงขึ้นไปนั้น

ถ้าหากพอจะเลือกได้ ผมจะเลือกนั่งชั้นธุรกิจ

แต่ถ้าหากเลือกไม่ได้ (มีนะครับไม่ใช่ไม่มี) ก็ต้องว่ากันแบบเลยตามเลย แค่ไหนก็แค่นั้น

ผมมีประสบการณ์ครั้งหลังสุด ที่ต้องนั่งบนเครื่องยาวนานมากในที่นั่งชั้นประหยัด ก็คือ การเดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกแบบไปกลับระหว่างสนามบินสองแห่ง คือ สนามบินนานาชาติดัลเลสที่กรุงวอชิงตันดี.ซี.กับสนามบินนานาชาตินาริตะที่กรุงโตเกียวเมื่อปลายปี 2553

ถ้าหากจำไม่ผิด

ด้วยเหตุที่การเดินทางที่ว่าเป็นเรื่องของการเชื้อเชิญจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการสำนักงานป้องกันและปรามปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไม่ต้องเสียเงินเสียทองอะไรแม้แต่บาทเดียว เพราะฉะนั้นทางราชการเขาจัดอะไรมาให้ยังไงก็ต้องว่าไปตามนั้น จะไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงวุ่นวายอะไรก็ดูไม่ค่อยจะเหมาะสักเท่าไร จะดูไม่ดีไม่งามไปด้วย

ผลก็คือสาหัสสากรรจ์ครับ

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาเมื่อเกิดสภาพ งานก็ได้ผล-เงินก็ได้ผลาญ ผมตั้งเป้าไว้เลยว่า จะไปต่างประเทศถ้าหากเป็นไปได้ (ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเงินครับ) ผมขอเลือกใช้บริการที่นั่งชั้นธุรกิจเป็นสำคัญ แต่ไม่ไปไกลขนาดต้องนั่งชั้นเฟิส์ทคลาส (first-class) ซึ่งก็คงจะดีกว่าแน่นอน

ที่จริงก็เกือบจะลองใช้บริการโรงแรมห้าดาวบนฟ้าหรือจะเรียกว่า “วิมาน” ก็คงไม่ผิดของสายการบินเอมิเรตส์ที่บินจากสนามบินเจเอฟเคในนครนิวยอร์คมาสนามบินดูไบแล้ว เพราะก่อนจะขึ้นเครื่องทางสายการบินเขาเสนอให้จ่ายเพิ่มอัพเกรดจากชั้นธุรกิจเป็นชั้นหนึ่งด้วยสนนราคาไม่แพงเลย รู้สึกจะประมาณสามหมื่นกว่าบาทขาดเกินกว่านั้นไม่มาก

เข้าใจว่าคงขายไม่หมด เลยมาขายแบบนาทีสุดท้ายตรงเคาน์เตอร์เช็กอินแบบลดราคาสุดๆ

ตอนนั้นก็สองจิตสองใจอยู่เหมือนกัน อยากลองสักครั้งก็อยากสำหรับที่นั่งชั้นหนึ่งของสายการบินแขกเจ้านี้ ที่ต้องบอกว่ามีฝูงบินแอร์บัส 380 มากกว่าสายการบินเกือบทั้งโลกรวมกัน

สามีภรรยาคู่หนึ่งที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันกับคณะของผม ตกลงรูดบัตรเครดิต (มีแล้วมันสะดวกดีอย่างนี้) อัพเกรดจากชั้นธุรกิจเป็นชั้นหนึ่ง

พี่เค้ามาเล่าให้ฟังภายหลังว่า คุ้มค่าเกินราคากับที่จ่ายไป แลกกับการนั่งนอนอย่างสบายเป็นเวลาสิบสองชั่วโมงในระหว่างที่บินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค

คราวหน้าถ้ามีโอกาสอาจจะต้องลองดูสักครั้งครับ

เรื่องขึ้นเครื่องบินไปไหนที่ปลายทางอยู่ไกลออกไปมากๆนั้น บางคนชอบบินรวดเดียวแบบไม่ต้องแวะเปลี่ยนเครื่อง เพราะไม่ต้องเสียเวลาวุ่นวายในระหว่างเปลี่ยนเครื่องแบบทรานเฟอร์ (Transfer) หรือแค่แวะจอดไม่เปลี่ยนเครื่อง ส่วนจะให้ลงไปยืดเส้นยืดสายหรือเปล่า แล้วแต่ว่าจอดพักนานมั้ยเรียกว่าแบบทรานซิท(Transit)

อันนี้แล้วแต่ชอบครับจะบินรวดเดียวหรือจะบินสองท่อน

เส้นทางบินไปยุโรป ถ้าหากปลายทางเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน สเปนฯลฯ บางคนอาจจะชอบบินตรงรวดเดียว อันนี้จะใช้บริการของบริษัทการบินไทยเป็นสำคัญ ซึ่งก็ดีสะดวกด้วย เสียแต่ว่ามันแพงไปหน่อย ถ้าหากเทียบกับบริการที่ได้รับกลับมา? ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงเลือกบินแบบสองท่อนใช้บริการเครื่องแขกอย่างกาตาร์แอร์เวย์ส เอธิฮัด หรือเอมิเรตส์ซึ่งสนนราคาจูงใจมาก มีเที่ยวบินให้เลือกเพียบโดยเฉพาะจากสุวรรณภูมิไปดูไบหรือโดฮา  แบบนี้เราจะบินสองท่อนจากสุวรรณภูมิไปเปลี่ยนเครื่องที่โดฮา-อาบูดาบีหรือดูไบก่อนแล้วแต่ว่าคุณเลือกสายการบินไหน? จากนั้นก็ต่อเครื่องไปเป้าหมายสุดท้าย

บินสองท่อนแบบนี้ผมก็ใช้บริการสลับกับใช้เครื่องการบินไทยแบบบินรวดเดียว

แต่มันมีรายการบินรวดเดียวแบบยาวมากๆ คือประมาณสิบเจ็ดสิบแปดชั่วโมง โดยเฉพาะบินไปสหรัฐอเมริกา

เรื่องนี้น่าสนุกถ้าจะเล่าให้ฟัง เผื่อใครที่ งานก็ได้ผลแล้วจะลองเงินก็ได้ผลาญ อยากจะลองหาประสบการณ์ส่วนตัวดูก็เป็นไปได้

โดยเฉพาะถ้าหากคุณมีเป้าหมายจะเดินทางไปนครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา

แต่เรื่องนี้ถ้าหากจะคุยต้องยาวหน่อยถึงจะสนุกครับ

เมื่อสิบปีก่อน ตอนที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงระหว่างสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ (SQ) กับการบินไทย (TG) สมรภูมิที่เลือดสาดและเจ็บตัวหนักทั้งคู่ก็คือ การเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ-นิวยอร์คและสิงคโปร์-นิวยอร์ค เป็นการบินแบบรวดเดียวสิบเจ็ดเกือบสิบแปดชั่วโมง

การบินไทยได้ดีลดีใช้สนามบินเจเอฟเค ส่วนสิงคโปร์ใช้สนามบินน๊วก (Newark) ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ที่อยู่ติดกับนครนิวยอร์คอันเป็นเป้าหมายทั้งคู่

ผมจำไม่ได้แล้วว่าการบินไทยใช้เครื่องบินอะไร แต่น่าจะเป็นลำที่มีปัญหาและเก็บเป็นซากยังขายไม่ออกเมื่อเลิกบินตรงกรุงเทพฯ-นิวยอร์ค คิดว่าน่าจะเป็นเครื่องแอร์บัส A340 แน่นอน แต่จะเป็นรุ่น A340-400 หรือว่ารุ่นที่มีตัวหลังเป็น 500 หรือว่า 600 ผมไม่แน่ใจ

รู้แต่ว่าของสิงคโปร์แอร์ไลน์ใช้รุ่น A340-500 ครับ

การเปิดเส้นทางบินตรงที่ตื่นตาตื่นใจครั้งนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะน้ำมันยังไม่แพงมากและการออกแบบเครื่องบินของแอร์บัสรุ่นนี้ก็เพื่อตอบสนองความต้องการบินตรงระยะทางไกลๆแบบไม่ต้องแวะจอดเติมน้ำมันซึ่งมีความต้องการจริงของผู้เดินทางโดยเฉพาะนักธุรกิจ

ผมเข้าใจว่าระหว่างปี 2547-2556 น่าจะเป็นช่วงที่การบินไทยกับสิงคโปร์แอร์ไลน์สู้กันเลือดสาดบนเส้นทางบินตรงสิบเจ็ดสิบแปดชั่วโมง อาหาร 5 มื้อ? และในระหว่างนั้นเองที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมาก จนต้องยอมรับว่าต่อให้มีผู้โดยสารเต็มทุกที่นั่งและมีสินค้าขนทางอากาศทำรายได้ให้เต็มพิกัด

บินไปก็เผาเงินทิ้งไป

สุดท้ายทั้งการบินไทยและสิงคโปร์แอร์ไลน์ก็ยอมรับความจริงว่า นี่คือความเป็นไปไม่ได้ในทางธุรกิจการบินในเวลานี้ ยอมเลิกบินเส้นทางนี้ในเวลาไล่เลี่ยกันหลังจากขาดทุนไปเป็นเงินจำนวนมาก

เรื่องนี้ที่สิงคโปร์เค้าชำระสะสางยังไงกันบ้างผมไม่ทราบ แต่สำหรับในบ้านเราเป็นกรณีที่คนในบริษัทการบินไทยตำหนิติติงด่าทอและวิจารณ์การตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัทการบินไทยที่มีคุณทนง พิทยะเป็นประธานในเวลานั้นค่อนข้างรุนแรงว่าเป็นต้นเหตุให้การบินขาดทุนและที่สำคัญ ก็คือบัดนี้เครื่องบินแอร์บัสรุ่น A340 ทางบริษัทแอร์บัสได้เลิกผลิตไปในที่สุด

แต่กลับมาลุยรุ่นใหม่ที่ขายดิบขายดีในเวลานี้นั่นคือ A350 ที่ทำให้โบอิ้งรุ่น B787 ดรีมไลเนอร์ปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่ในขณะนี้

ทางสิงคโปร์ได้ดีลที่ดีกว่าสำหรับกรณีเครื่องแอร์บัสรุ่น A340 คือขายคืนเปลี่ยนเป็นเครื่องรุ่นใหม่กับแอร์บัสได้ไว้แต่ต้น แต่การบินไทยน่าจะเป็นการซื้อขาดไม่สามารถเทิร์นของเก่าไปแลกของใหม่เหมือนกับเราซื้อรถยนต์ป้ายแดง ผลก็คือเมื่อไม่บินก็ต้องจอดทิ้งไว้และหาทางขายออกไป ซึ่งผมคิดว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ขายออกไปไม่หมด เหลือเป็นซากที่ต้องสูญเงินไปมากกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท

นั่นเป็นอดีตครับ

แต่เรื่องการบินตรงเส้นทางยาวไกลแบบนี้ ผมต้องบอกเลยว่าเป็นความฝันของคนในธุรกิจการบินครับ มันเป็นเรื่องการเอาชนะท้าทายอุปสรรคหรือจะเรียกว่านี่คือเพดานที่ต้องทะลุไปให้ได้

ปัจจุบันสายการบินที่ให้บริการแบบบินเป็นระยะทางไกลมากๆแบบนั่งกันนานสิบเจ็ดสิบแปดชั่วโมงเหลืออยู่ไม่กี่ราย

กาตาร์แอร์เวย์สให้บริการบินระหว่างโดฮา-โอ้คแลนด์ ใช้เวลาบิน 17.5 ชั่วโมง

แควนตัสให้บริการบินระหว่างนครเพิร์ธกับลอนดอนใช้เวลาบิน 17 ชั่วโมง

แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ สมรภูมินี้จะกลับมาคึกคักใหม่ครับ เพราะบริษัทผลิตเครื่องบินอย่างโบอิ้งและแอร์บัสกำลังคุยกับสายการบินหลายสายเพื่อนำเสนอ “เครื่องบินใหม่” ที่จะออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อการบินตรงไกลและยาวมากเช่นนี้

ที่แน่ๆ ก็คือในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ สิงคโปร์แอร์ไลน์จะกลับมาให้บริการใหม่สำหรับการบินตรงจากสนามบินชางงีไปสนามบินนานาชาติน๊วก (Newark) ในรัฐนิวเจอร์ซี เป้าหมายคือนครนิวยอร์ค ที่สำคัญเป็นเส้นทางเดิมที่เคยยกเลิกไปเมื่อแปดปีก่อน

ทางสิงคโปร์แอร์ไลน์จะใช้เครื่องบินแอร์บัส A350-900ULRs ครับ

เรื่องนี้สนุกและน่าคุยให้ฟังอีกสักตอนครับ