Home คอลัมนิสต์ วัชรา จรูญสันติกุล ขนาดเศรษฐกิจ”จีน-อินเดีย”กำลังแซงหน้าสหรัฐ

ขนาดเศรษฐกิจ”จีน-อินเดีย”กำลังแซงหน้าสหรัฐ

662
0
SHARE
การค้าสหรัฐ-จีน

ความท้าทายในระบบเศรษฐกิจโลกกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2020-2030 โดยที่ประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) 7 แห่งจะผงาดขึ้นติด Top 10 ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อวัดตามอำนาจการซื้อของปนะชาชนในประเทศ (Purchasing Power Parity หรือ PPP)

จากมุมมองการวิเคราะห์ของ Standard Chartered Bank เมื่อต้นสัปดาห์นี้เอง บ่งชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนี้ มาจากศักยภาพของเศรษฐกิจจีนเมื่อวัดตาม PPP จะก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 1 ของโลกในปี 2020 ซึ่งแซงหน้าสหรัฐ

ถึงแม้ว่า เศรษฐกิจของจีนจะมีการขยายตัวที่ชะลอลงที่ระดับ 5% ต่อปี ไม่ได้อยู้ในระดับสูงถึง 7% เหมือนช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ แต่เป็นการขยายตัวที่อยู่บนฐานเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ อินเดียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ถูกจับตาว่า จะมีขนาดเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ใหญ่กว่าสหรัฐ รวมทั้งอินโดนีเชียจะก้าวขึ้น มาติดระดับ Top 5 ของโลกในปี 2030

Top 10 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกที่วัดตาม PPP ในปี 2030 นั้น เป็นประเทศในตลาดเกิดใหม่ 7 แห่ง ซึ่งประกอบด้วย

1. จีนจะมีขนาดเศรษฐกิจอยู่ที่ 64.2 ล้านล้านดอลลาร์

2. อินเดียจะมีขนาดเศรษฐกิจอยู่ที่ 46.3 ล้านล้านดอลลาร์

3. สหรัฐจะมีขนาดเศรษฐกิจอยู่ที่ 31.0 ล้านล้านดอลลาร์

4. อินโดยีเชียจะมีขนาดเศรษฐกิจอยู่ที่ 10.1 ล้านล้านดอลลาร์

5. ตุรกีจะมีขนาดเศรษฐกิจอยู่ที่ 9.1 ล้านล้านดอลลาร์

6. บราซิลจะมีขนาดเศรษฐกิจอยู่ที่ 8.6 ล้านล้านดอลลาร์

7. อียิบต์จะมีขนาดเศรษฐกิจอยู่ที่ 8.2 ล้านล้านดอลลาร์

8. รัสเซียจะมีขนาดเศรษฐกิจอยู่ที่ 7.9 ล้านล้านดอลลาร์

ส่วน 2 อันดับสุดท้ายเป็นประเทศในกลุ่มที่พัฒนาแล้ว คือ

9. ญี่ปุ่นจะมีขนาดเศรษฐกิจอยู่ที่ 7.2 ล้านล้านดอลลาร์

10. เยอรมนีจะมีขนาดเศรษฐกิจอยู่ที่ 6.9 ล้านล้านดอลลาร์

สถานการณ์เขย่าเศรษฐกิจโลกเมื่ออินเดียที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อปีสูงถึง 7.8% ในช่วงใกล้ปี 2020 ในขณะที่จีนที่เคยเติบในระดับ 7% ต่อปี จะมีอัตราการเติบโตใกล้ระดับ 5% ในปี 2030

อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น จะส่งผลให้เอเชียมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจต่อโลกมากขึ้น เนื่องจากสัดส่วนเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จากสัดส่วนเพียง 20% ของเศรษฐกิจโลกในปี 2010 เพิ่มขึ้นเป็น 28% ในปีที่แล้ว และจะเพิ่มขึ้นเป็น 35% ในปี 2030 ซึ่งจะมีบทบาทก้าวขึ้นมาทัดเทียมกับยุโปและสหรัฐรวมกัน

อย่างไรก๋ตาม การเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมหน้าของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงต้องถูกท้าทายในการปรับโครงสร้างที่ควบคู่ไปกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจที่วัดด้วยผลผลิตที่แท้จริงของประเทศจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นับจากนี้ไปจนถึงปี 2030 เพื่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจที่จะก้าวเดินต่อไปในอนาคต

ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่จะขยายตัวอย่างพลิกโฉมหน้าใหม่จากนี้ไป เพื่อทำให้เกิดโมเมนตัมอย่างมั่นคงนั้น อาจจะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่เป็นแรงกดดันจากความพยายามของธนาคารกลางสหรัฐที่หวังจะยุติภาระของการดำเนินนโยบายการผ่อนคลายการเงินเชิงปรืมาณ หรือ QE

นอกจากนี้ กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะถูกทดสอบด้วยการเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้นของประชาชนที่เป็นชนชั้นกลาง (Middle Class) เพื่อที่จะเพิ่มผลผลิตเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น