Home ทิศทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจโลก กสิกรไทย มองเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอยมากขึ้น

กสิกรไทย มองเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอยมากขึ้น

801
0
SHARE
กสิกรไทย

ธนาคารกสิกรไทย จัดงานสัมมนาแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาทและตลาดหุ้น พร้อมจัดบรรยายหัวข้อ “ทิศทางค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยปี 2562” นักวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกปี 2019 มีแนวโน้มชะลอตัวลงมากกว่าประเมิน ขณะที่ค่าเงินบาทยังแข็งในระยะสั้น และอยู่ระดับ 33 บาท/ดอลลาร์ถึงสิ้นปี

นายสรรค์ อรรถรังสรรค์ ผู้ชํานาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกปี 2019 มีแนวโน้มชะลอตัวลงมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้านี้ จากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ทวีความรุนแรงหลังจากสหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นภาษีกับสินค้านําเข้าจากจีนขณะที่จีนก็ได้มีการตอบโต้เช่นกัน 

อีกทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจจีนและยุโรปที่ชะลอตัว และความเสี่ยง BREXIT เศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งฟื้นตัว มากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มแผ่วลง ส่วนหนึ่งจากนโยบายปฏิรูปภาษีและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว ทําให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจหลักชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย

สถิติ 6 เดือนที่ผ่านมา มีโอกาสมากขึ้นที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่สภาวะถดถอยมากขึ้น จากยูโรโซนการผลิตรถยนต์หดตัวมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ พื้นฐานยังแข็งแกร่ง มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 2-3 แสนคน มีรายได้และมีการบริโภคมากขึ้น

การขยายตัวของเศรษฐกิจขิงสหรัฐปีที่แล้วดีมาก ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1 โตที่ 3.2% ที่กว่าที่ตลาดคาดไว้มาก แต่มีความกังวลและน่าเป็นห่วงอยู่เนื่องจากเมื่อดูในรายละเอียดมีการนำเข้าจากจีนที่ลดเยอะมาก แต่มีรายได้จากการเก็บภาษีจากจีน สะท้อนว่าการนำเข้าลดลง และอาจส่งผลต่อคนในประเทศด้วย ซึ่งส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจของสหรัฐมีความน่าเป็นห่วงมากขึ้น 

ด้านเศรษฐกิจจีน หลายปีที่ผ่านมาขยายตัวชะลอลงชัดเจน ประมาณ 6-7% แต่ทยอยลดลงต่อเนื่อง ซึ่งตัวเลขออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจของจีนยังมีทิศทางที่ชะลอลงต่อเนื่อง ผนวกกับสงครามการค้า จีนส่งออกไปยังสหรัฐได้น้อยลง และส่งผลกระทบที่ชัดเจน และเชื่อว่าความตึงเครียดยังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นด้วยเช่นกัน 

ในปีนี้ เศรษฐกิจไทย คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงตามแนวโน้มอุปสงค์ในตลาดโลกที่แผ่วลงและจากผลกระทบผ่านสงครามการค้า การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนอาจล่าช้าต่อเนื่องจากความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่การบริโภคในประเทศค่อยๆ เติบโตขึ้น แต่มีปัจจัยกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง

เศรษฐกิจไทยอาจจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ส่งออกหดตัวต่อเนื่อง 5 เดือนในการส่งออกไปจีน และส่งออกไปอาเซียนได้น้อยลง โดยสินค้าที่เข้าข่ายมีปัญหาในอนาคต เช่น หมวดเครื่องจักรไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการเก็บภาษีล็อตแรก ยาง เคมีภัณฑ์ ไม้ ที่เกี่ยวกับห่วงโซ่การผลิตของจีนมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากขึ้นด้วย

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังน่าเป็นห่วง สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจลดลง อาทิ ภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มีการซื้อที่ดินในการสร้างอสังหาฯลดลง จากมาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนด้านการบริโภคมองว่าขยายตัวได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับส่วนอื่น ๆ เช่น ค่าจ้างแรงงานที่ดีขึ้น การใช้จ่ายในต่างจังหวัด มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่เริ่มลงไปถึงชนบท 

“แต่สิ่งที่ยังน่ากังวลคือหนี้ครัวเรือนยังสูงทำให้การใช้จ่ายออกมาไม่เต็มที่ โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์ที่น่าเป็นห่วง” นายสรรค์ กล่าว

ด้าน นางสาวพรพรรณ สุวรรณรัตน์ ผู้ชํานาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุนอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย มองว่า เงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วในเดือนพฤษภาคม แม้สงครามการค้าจะเริ่มบานปลาย เนื่องจากตลาดยังมีความหวังว่าทั้งสหรัฐฯ และจีนจะหันหน้าเข้าสู่การเจรจาการค้าในที่สุด ทําให้เงินบาทกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในระหว่างนี้ อย่างไรก็ดี คาดว่าเงินบาทจะผันผวนในทิศทางอ่อนค่าในช่วงที่เหลือของปี 

เนื่องจากไทยซึ่งเป็นประเทศผู้พึ่งพาการส่งออก จะได้รับผลกระทบจากประเด็นด้านสงครามการค้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทําให้การส่งออกหดตัวสูงยิ่งขึ้น ส่งผลต่อตุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุลน้อยลง จะเป็นปัจจัยให้เงินบาททยอยอ่อนค่าในช่วงที่เหลือของปี 

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านฤดูกาลท่องเที่ยวที่หมดลงและ ฤดูการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนที่จะมีขึ้นในช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย. จะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงด้วย โดยคาดว่า ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2-4 ปี 62 นี้ ค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 33 บาท/ดอลลาร์

เชื่อไทยไม่โดนกล่าวหา “แทรกแซงค่าเงิน”

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทย เป็นผู้แทรกแซงค่าเงิน ซึ่งหมายถึงการทำให้ค่าเงินในประเทศอ่อนค่าเพื่อให้ได้เปรียบด้านค่าเงินเมื่อทำการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อดูในรายละเอียดเงื่อนไขที่สหรัฐฯ กำหนดไว้ 3 ข้อ ที่จะเข้าข่ายเป็นผู้แทรกแซงค่าเงิน ประกอบด้วย

  • ถ้าประเทศนั้น ๆ ซื้อขายกับสหรัฐฯ เกินดุลมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
  • ถ้าประเทศนั้น ๆ มีบัญชีดุลเดินสะพัดเกิน 2% ต่อปี
  • ถ้าประเทศนั้น ๆ มีการแทรกแซงค่าเงินส่วนใดส่วนหนึ่งมาอย่างต่อเนื่อง 12 เดือนย้อนหลัง

จากเงื่อนไขดังกล่าวประเทศไทยไม่เข้ากับเงื่อนไขดังกล่าวครบทั้ง 3 ข้อ ทำให้เชื่อว่าประเทศไทยจะไม่ถูกเรียกได้ว่า “แทรกแซงค่าเงิน”

เชื่อ สหรัฐ-ยุโรป-ญี่ปุ่น-ไทย คงดอกเบี้ยถึงสิ้นปี

แนวโน้มดอกเบี้ยท่าทีของธนาคารกลางยุโรป จะคงดอกเบี้ยนโยบายเดิมถึงปลายปีนี้เป็นอย่างน้อย ขณะที่ญี่ปุ่นคงดอกเบี้ยนโยบายยาวไปถึง เม.ย.ปีหน้า ขณะที่ประเทศไทยธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงใช้การเงินแบบผ่อนคลาย มองว่าธนาคากลาง สหรัฐฯและไทยจะคงที่ตลอดทั้งปี ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของสหรัฐฯและไทยจะมีผลในระยะต่อไป