Home คอลัมนิสต์ ขวัญชนก วุฒิกุล ถอดบทเรียนแก้หนี้นอกระบบจาก 5 แสนเหลือ 9 หมื่น

ถอดบทเรียนแก้หนี้นอกระบบจาก 5 แสนเหลือ 9 หมื่น

3539
0
SHARE

เชื่อว่า ใครที่ได้ติดตามรายการ ทีเด็ดลูกหนี้ ที่ออนแอร์ไปเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมและ 1 สิงหาคม คงรู้สึก จับใจ ไม่แพ้ดิฉัน

ส่วนใครที่ไม่ได้ดู ก็ไม่ได้ถือว่า พลาดอะไรค่ะ เพราะถ้าติดตาม Money Care วันนี้ ก็ รู้เรื่องเหมือนกัน เพราะเราจะพาไปถอดบทเรียนจากชีวิตจริงของลูกหนี้ที่ชื่อ สุวรัตน์หญิงสาววัยเพียง 26 ปีที่ใช้ชีวิตผิดพลาดจนทำให้เธอต้องเป็นหนี้นอกระบบสูงถึง 5 แสนบาท แต่วันนี้เธอสามารถลดหนี้จำนวนดังกล่าวลงจนเหลือเพียงแค่ 9 หมื่นบาทเท่านั้น

ถ้าย้อนกลับไปฟังเรื่องราวที่เธอเล่าทั้งหมด ชีวิตของหญิงสาวคนนี้ถือว่า มีต้นทุนที่ดีกว่าใครอีกหลายคน เธอมีครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อแม่และมีสามีที่รักเธอ แต่ด้วยอยากได้มากกว่า อยากมีมากกว่า ทำให้เธอหลงเข้าไปในวังวนของ หนี้นอกระบบ โดยมีฐานะเป็นทั้ง ลูกหนี้ และ เจ้าหนี้ ไปพร้อมๆ กัน เรื่องของเรื่อง ก็คือ เธอได้รับข้อเสนอให้เป็นนายหน้าปล่อยกู้นอกระบบ โดยเธอกู้เงินจากเจ้าหนี้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือน เพื่อนำมาปล่อยให้กับลูกหนี้รายอื่นในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน

หลังจากนั้น เธอตั้งตนทำหน้าที่ รีไฟแนนซ์ให้กับลูกหนี้ (รวมทั้งตัวเองด้วย) ด้วยการแนะนำให้ลูกหนี้ทุกคนซื้อรถมอเตอร์ไซค์คนละ 1 คัน (ส่วนตัวเองซื้อมา 2 คัน) จากนั้นจะใช้วิธีขายรถมอเตอร์ไซค์ให้กับนายหน้า (ซึ่งเป็นเพื่อนของเธอ) เมื่อทุกคนได้เงินก้อนจากการขายรถมอเตอร์ไซค์ ก็ให้นำเงินก้อนไปปิดหนี้นอกระบบซึ่งเป็นหนี้ดอกเบี้ยสูง  จากนั้น ก็จะเหลือแค่หนี้ผ่อนมอเตอร์ไซค์ที่เป็นหนี้ดอกเบี้ยต่ำ

ต้องบอกเลยว่า ถ้าเป็นไปตามแผนที่เธอคิดไว้นี่ เรียกว่าฉลาดเลยนะคะ แล้วสามารถคิดได้แบบแยบยลและซับซ้อนมาก แต่ปรากฏว่า โลกมันโหดร้ายกับเราเสมอค่ะ เพราะเพื่อนที่รับซื้อมอเตอร์ไซค์นั้นเมื่อรับรถไปแล้วก็หายเข้ากลีบเมฆ รถก็ไม่ได้ เงินค่าขายรถก็ไม่ได้ หนำซ้ำต้องเป็นหนี้สองทาง ทั้งหนี้นอกระบบและหนี้ค่าผ่อนมอเตอร์ไซค์

บรรดาลูกหนี้ทั้งหมดของเธอก็เลยพากันชักดาบ ปล่อยให้เธอรับชะตากรรมหนี้นอกระบบที่กู้มาปล่อยต่อแต่เพียงลำพัง เธอบอกว่า รวมๆ แล้ว เธอต้องจ่าย (เฉพาะ) ดอกเบี้ยสูงถึงเดือนละ 2 หมื่นบาท !! 

“เราทำงานกินเงินเดือน ได้เงินเดือนหมื่นกว่าบาท จะเอาที่ไหนมาจ่ายดอกเบี้ย ท้อถึงขนาดฆ่าตัวตาย แต่หันไปมองพ่อแม่ แล้วก็ลูก เราจะตายไม่ได้ ต้องลุกขึ้นสู้ หนี้แค่ 5 แสน มันต้องหมด” เป็นสิ่งที่เธอบอกกับเราในวันนั้น

หลังจากนั้น เธอตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพราะทำให้ตายก็ไม่พอจ่ายดอกเบี้ย เธอคิดว่าต้องทำอะไรที่ได้เงินมากกว่า บริหารจัดการเวลาเองได้ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เธอตัดสินใจขายข้าวแกงในมือถือ !

“ขายทางเฟซบุ๊คนี่แหละค่ะ ขายออนไลน์ คือยังไงคนก็ต้องกินข้าว วันหยุดยาวๆ คนอยู่บ้าน อยู่บนตึก หรือฝนตก ฟ้าผ่าน้ำท่วม แดดร้อน เราก็ขายได้ ไม่ต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ ไม่ต้องตั้งโต๊ะ ไม่ต้องนั่งรอลูกค้ามาซื้อ ใช้วิธีแจ้งรายการอาหารล่วงหน้า แล้วให้คนสั่งจองเข้ามา วิธีนี้เราควบคุมต้นทุนได้หมด เพราะรู้ออเดอร์ล่วงหน้า ไม่มีของเหลือ ไม่ต้องลุ้นว่าจะขายหมดหรือไม่ เพราะเรารู้จำนวนลูกค้า รู้จำนวนสินค้าล่วงหน้าอยู่แล้ว เราคำนวณได้เลยว่า วันนี้เราต้องการกำไรเท่าไหร่ แล้วเราไปส่งให้ลูกค้าถึงที่ ถุงเดียวก็ส่งค่ะ แต่เราจำกัดพื้นที่ ไกลมากเราก็ไปไม่ไหว”

ที่สำคัญ เธอยังมีเวลาเหลือสำหรับทำงานอย่างอื่น หารายได้เพิ่ม จนทำให้หนี้นอกระบบที่สูงถึง 5 แสนบาท ลดลงเหลือ 9 หมื่นบาท

ถ้าจะถอดบทเรียนจากกรณีของ “คุณสุวรัตน์” ที่ทำให้เธอลดหนี้ได้มากและเร็วขนาดนี้ ก็ต้องบอกว่า

หนึ่ง : ครอบครัวที่ดี เธอมีครอบครัวที่ดีโดยเฉพาะพ่อและแม่ที่รักเธอ ให้อภัยในความผิดพลาดของลูกสาว และพร้อมจะให้กำลังใจเธอ ยืนเคียงข้างเธอ ให้โอกาสและไม่ซ้ำเติมเมื่อเธอรู้ตัวว่าผิด แน่นอนว่า “ครอบครัว” เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด

สอง : ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง เธอยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง ไม่โทษคนอื่น และหาทางแก้ไขปัญหา ด้วยการให้กำลังใจตัวเองว่า “หนี้นอกระบบแค่ครึ่งล้าน ทำไมจะแก้ไม่ได้”  เคยบอกไปหลายครั้งแล้วว่า การให้กำลังใจตัวเอง หรือบางครั้งต้องให้อภัยตัวเอง ให้โอกาสตัวเองนั้นเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องสร้างได้เอง ไม่ต้องรอให้คนอื่นหยิบให้ เมื่อเริ่มจาก “ฮึด” มันก็จะมีพลังขับเคลื่อนให้เราเดินหน้าต่อไปได้

สาม : ตั้งใจแก้ปัญหา เมื่อเธอตั้งหลักสู้ เธอก็เริ่มหาทางแก้ปัญหาด้วยการเจรจากับเจ้าหนี้ให้ช่วยเหลือ จนสุดท้ายเจ้าหนี้ก็ยอมหยุดคิดดอกเบี้ย และให้เธอชำระคืนเฉพาะเงินต้น ซึ่งช่วยลดภาระไปได้มาก

สี่ : รู้จักวางแผนและกล้าตัดสินใจ จริงๆ คำนิยามสำหรับผู้หญิงคนนี้คือ เป็นคนคิดเก่งจะว่าไปก็คือ เก่งตั้งแต่ตอนคิดรีไฟแนนซ์หนี้ให้ลูกค้าแล้ว จนเมื่อเกิดปัญหาหนักๆ เธอยัง “คิด” ต่อว่า นั่งทำงานประจำอยู่อย่างนั้นก็ไม่มีทางใช้หนี้ได้จนตาย และเธอยัง “คิด” ได้ว่า เธอจะทำอาชีพอะไรที่ได้ทั้งเงินและมีเวลาเหลือสำหรับหารายได้อย่างอื่น เธอรู้จักคิด วางแผน และกล้าตัดสินใจ

ห้า : ลงมือทำ มุ่งมั่น และตั้งเป้าหมาย สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการแก้ปัญหาคือ “ลงมือทำ” ถ้าคิดแล้ว แต่ไม่ทำ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย กรณีของคุณสุวรัตน์นั้นพิสูจน์ให้เห็นว่า เธอลงมือทำอย่างมุ่งมั่น ขยันและอดทน เพราะเป้าหมายหลังหมดหนี้ของเธอ คือการซื้อบ้านให้แม่ภายใน 4 ปีก่อนที่เธอจะมีอายุครบ 30 ปี

จะมีก็แต่ข้อแรกเท่านั้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ ที่เหลือตั้งแต่ข้อสองถึงห้า เป็นเรื่องที่เราควบคุมได้และทำเองได้ทั้งหมด เวลานึกท้อใจให้เปิดดูรายการทีเด็ดลูกหนี้ย้อนหลังตอนที่คุณสุวรัตน์ไปออกรายการ ดิฉันเชื่อว่า  อย่างน้อยที่สุด คุณจะได้รับพลังจากเรื่องเล่าและรอยน้ำตาของผู้หญิงคนนี้ ไม่มากก็น้อย