Home คอลัมนิสต์ วัชรา จรูญสันติกุล แบงก์กลางทั่วโลกจ่อขึ้นดอกเบี้ย ดันต้นทุนการเงินพุ่ง

แบงก์กลางทั่วโลกจ่อขึ้นดอกเบี้ย ดันต้นทุนการเงินพุ่ง

711
0
SHARE
ต้นทุนทางการเงิน

ตลาดการเงินทั่วโลกต้องแบกรับภาระจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้นถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ จากนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับต้นทุนทางการเงินที่มากขึ้น และส่งผลต่อความไม่แน่นอนในทิศทางตลาดการกู้ยืมเงิน และการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์

โดยเฉพาะการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในสัปดาห์หน้านี้ จะมีการประกาศนโยบายการเงินที่เข้มข้นมากขึ้น

ทั้งนี้ นักลงทุนเชื่อว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้อีก 0.25% ก่อนที่จะมีการประกาศถึงนโยบายการเงินในครึ่งปีหลังว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง หรือ 2 ครั้ง ในการประชุมวันที่ 12 -13 มิถุนายน

ขณะที่ ECB จะมีการประชุมในวันที่ 14 มิถุนายน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการประชุมครั้ง หลังจากกรรมการบริหารของ ECB ระบุว่า ECB จะหารือกันเกี่ยวกับการปรับลดวงเงินซื้อบอนด์ตามมาตรการ QE ในการประชุมครั้งนี้ จากวงเงิน QE ที่ ECB อัดฉีดอยู่ในปัจจุบันเดือนละ 30,000 ล้านยูโร หรือราว 35,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะครบกำหนดการซื้อบอนด์ในเดือนกันยายนปีนี้

ECB เป็น 1 ใน 2 ธนาคารกลางที่รวมถึงธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ยังคงใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ Quantitative Easing (QE) อย่างสุดโต่ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องจนถึงขณะนี้ 

สวนทางกับเฟดที่หันกลับมาใช้ QT (Quantitative Tightening) นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น นับจากการขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนธันวาคม 2015 อย่างต่อเนื่อง และการลดภาระ QE ในงบดุลทุกเดือนจากยอดรวม QE จำนวน 4.5 ล้านล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ นักลงทุนมองว่าการประชุมของ ECB ในสัปดาห์หน้านี้ ทาง ECB อาจจะยุติบทบาทในการใช้มาตรการ QE เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยหันกล้บมาเตรียมการรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อในอนาคต 

ภายหลังจากการส่งสัญญาณของ ECB ได้ทำให้อัตราผลตอบแทนบอนด์รัฐบาลสหรัฐกลับมาปรับตัวขึ้นอีกครั้งที่ 2.97% สำหรับบอนด์อายุ 10 ปี และปรับขึ้นที่ 3.125% สำหรับบอนด์อายุ 30 ปี 

นอกจากนี้ ผลกระทบอีกด้านหนึ่งที่นักลงทุนยังจับตาใกล้ชิดกับการประชุม G7 ที่แคนาดาในวันศุกร์ที่ 8 และวันเสาร์ที่ 9 มิถุนายนนี้ โดยคาดว่าที่ประชุมจะหารือในประเด็นการค้า รวมถึงกรณีที่รัฐบาลสหรัฐประกาศเรียกเก็บภาษีเหล็กและอลูมิเนียม ซึ่งจะเป็นการบ่งชี้ว่า สงครามการค้าจะเพิ่มแรงกดดันมากขึ้นหรือไม่

เนื่องจากสมาชิก G-7 เกือบทั้งหมดต้องการให้สหรัฐล้มเลิกการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม รวมทั้งการเจรจาในนโยบายการค้าที่เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยถือว่านโยบายดังกล่าวเป็นการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ และผิดต่อกฎหมายขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งเป็นปัจจัยที่เสี่ยงต่อการจะทำให้การค้าและเศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัว ต้องชะลอตัวลงในที่สุด

ในขณะที่ทางทำเนียบขาวได้เผยแพร่ผลงานประธานาธิบดีทรัมป์ ในช่วง 500 วัน ที่ทำให้อเมริกากำลังได้รับชัยชนะบนเวทีโลก หรือ “America is winning on the world stage.” ซึ่งเป็นรายงานข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา 

โดยพยายามชี้เฉพาะเจาะจงในสื่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ดำเนินการเพื่อให้เกิดการทบทวนกติกากันใหม่ ด้วยการถอนตัวเองออกข้อตกลงระหว่างประเทศ ทั้งในเรื่อง Climate Change หรือ Iran’s Nuclear Program และ Global Trade Conflict ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศพันธมิตรที่เป็นคู่ค้าสำคัญอย่างเช่น EU