Home ทิศทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทย สงครามการค้ากระทบไทย’น้อย’ กสิกรปรับเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้โต4.5%

สงครามการค้ากระทบไทย’น้อย’ กสิกรปรับเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้โต4.5%

795
0
SHARE
สงครามการค้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมิน“สงครามการค้าโลก”กระทบไทยไม่มาก  คาดยืดเยื้ออีก 2-4 ปี ตามการเมืองภายในสหรัฐ ขณะที่ประเมินเศรษฐกิจไทยยังโตแข็งแกร่ง ปรับเพิ่มจีดีพีปีนี้ขยายตัว 4.5% แนวโน้มกนง.ขึ้นดอกเบี้ยปลายปี

ศิวัสน์ เหลืองสมบูรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวถึงประเด็นผลกระทบของสงครามการค้าที่เกิดขึ้นว่า สงครามการค้ากลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของเศรษฐกิจโลก

สหรัฐนำเรื่องของการเมืองเข้ามานำเรื่องเศรษฐกิจ ทำให้การเมืองสหรัฐฯ กลายเป็นตัวกำหนดทิศทางการค้าโลกที่ต้องคอยจับตามอง

นโยบายกีดกันทางการค้า ของสหรัฐมีความเป็นไปได้ที่จะยังคงดำเนินการต่อเนื่องไปอีก 2-4 ปีข้างหน้าหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับคะแนนนิยมของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจากผลโพลล์ชี้ว่า คะแนนนิยมพรรครีพับลิกันตีตื้นมาอยู่ที่ 40.5% ขณะที่เดโมแครตอยู่ที่ 46.5%  โดยผลสำรวจพบว่าคนในประเทศสหรัฐฯเริ่มมองว่ากีดกันทางการค้าของทรัมป์ไปถูกทางแล้ว ซึ่งต้องติดตามกันต่อว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาในทิศทางใด

ทางศูนย์วิจัยมองว่า โจทย์ทางการค้าที่เกิดขึ้นนี้เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า โดยองค์การการค้าโลก(World Trade Organization: WTO) คาดความตึงเครียดทางการค้ากดดันการค้าโลก ทำให้การค้าโลกเติบโตช้าลงและผลได้ทางการค้า (Gain from Trade) ลดลง โดยเศรษฐกิจโลกทยอยอ่อนแรง อาทิ GDP จีนอาจลดลง 0.3-0.5% ในปี 2562 

ทั้งนี้ นโยบายกีดกันทางการค้าสหรัฐฯ อาจดำเนินต่อเนื่อง 2-4 ปี ซึ่งหากสถานการณ์ข้อพิพาทการค้าขาลากยาว ออกไป ที่จะได้รับผลกระทบเห็นได้ชัดคือประเทศจีน โดยการค้าชะลอตัวอาจกระทบต่อฐานะการเงินของภาคอุตสาหกรรมจีน หากยอดขายภาคอุตสาหกรรมขยายตัวในระดับต่ำจะกดดันความสามารถในการชำระหนี้โดยจะถดถอยลงต่อเนื่อง จากระดับ 5.84 เท่าในปี2560

ผลกระทบต่อการส่งออกไทยในปี 2561 ยังคงจำกัด โดยสินค้าไทยที่ถูกกระทบโดยตรงคือแผงเซลล์แสงอาทิตย์ เครื่องซักผ้า เหล็กและอลูมิเนียม

ส่วนสินค้าไทยที่ถูกกระทบทางอ้อม โดยส่งผลกระทบผ่านห่วงโซ่การผลิต คือเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติกขั้นต้น และส่งผลกระทบผ่านการทุ่มตลาดจากสินค้าจีนอย่างชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือของปี 2561 ประเทศไทยอาจได้ผลบวกในบางสินค้า โดยได้ประโยชน์แทนที่คู่กรณี เช่นสินค้าจำพวกพลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ พลาสติกมูลค่าเพิ่ม ที่ส่งไปสหรัฐฯ, พลาสติกคขั้นต้น ผลิตภัณฑ์น้ำมันแปรรูป ที่ส่งไปจีน, เครื่องนุ่มห่ม ผลิตภัณฑ์เหล็กบางชนิด ที่ส่งไปยังสหภาพยุโรป

คาดว่า การเก็บภาษีสินค้าสินค้านำเข้าทั้งของจีนและสหรัฐฯ จะมีผลสุทธิเป็นลบต่อการส่งออกของไทยในภาพรวมปี 2561 ราว 280-420 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

โดยปริมาณการค้าโลกที่ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินในปีนี้ยังเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการส่งออกไทยให้เติบโตได้ในระดับสูงจึงปรับประมาณการส่งออกปี 2561 มาอยู่ที่ 8.8% จากเดิม 4.5%

ทั้งนี้หากสงครามยาก ลากยาวต่อเนื่องเกินกว่าสิ้นปี 2561 จะกดดันการส่งออกไทยต่อไปอย่างมีนัยสำคัญ

คาดเศรษฐกิจไทยโต 4.5% 

ด้าน ณัฐพร ครีรัตน์ศิริกุล ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังภายใต้สงครามการค้า โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2561 มาอยู่ที่ 4.5% จากเดิม 4.0% เนื่องจากแรงหนุนพระต่างประเทศรวมถึงการใช้จ่ายในประเทศที่มีแรงส่งต่อภาคเศรษฐกิจมากขึ้น

นอกจากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องแล้ว การใช้จ่ายในประเทศทั้งการลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคภาคเอกชนต่างปรับตัวได้ดีขึ้น

ปัจจัยหนุนเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมาจากผลผลิตทางการเกษตรที่คาดว่าจะออกมากและขยายตัวสูงต่อเนื่องประกอบกับการหดตัวของราคาที่ลดลงโดยเฉพาะจากราคาข้าวหอมมะลิที่ปรับตัวดีขึ้นขณะที่ราคายางพาราน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วด้วย

รวมถึงหลายโครงการลงทุนภาครัฐ จะทยอยเข้าสู่กระบวนการประกวดราคาได้ แรงหนุนจากการเบิกจ่ายงบกลางปี 1 แสนล้านการลงทุนในโครงการภาครัฐเร่งตัวขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก จะเป็นแรงหนุนให้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังของ 2561 ให้สามารถรักษาระดับการเติบโตเฉลี่ยไว้ได้ที่ 4.5%

ไทยอาจต้องปรับดอกเบี้ยนโยบาย

ด้าน กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวถึงสงครามการค้า ผลกระทบต่อภาคการเงินว่าแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐยังเป็นขาขึ้น แต่เริ่มมีสัญญาณเสี่ยงจากสงครามการค้า โดยมีผลกระทบบางส่วนต่อทิศทางดอกเบี้ยตลาดเงิน

แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ตอนนี้จะสูงกว่าไทย จะแตกต่างกันอยู่ที่ 75 basis points หรือ 0.75% และมีแนวโน้มดอกเบี้ยไทย เริ่ม หมดยุคดอกเบี้ยต่ำ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทยอยขยับ ขึ้นในไตรมาส 2/2561 โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 3 ปี อยู่ที่ 24.3 bps. จาก -2.0 bps. ในไตรมาสแรก และ อัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมเงินบาทสามเดือน อยู่ที่11.00 bps. จาก 23.0 bps. 

แต่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างปัจจัยแวดล้อมหลายๆด้าน ก่อนจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นปัจจัย เศรษฐกิจในประเทศ, กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย, เสถียรภาพค่าเงิน และ Search for Yield

“ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าไทยมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในโยบายในปีนี้ แต่ยังไม่มีการให้น้ำหนักในเรื่องนี้อย่างเต็มที่”

ศูนย์วิจัยกสิกร คาดการณ์ดอกเบี้ยสหรัฐฯ และความวิตกต่อเรื่องสงครามการค้าเพิ่มแรงกดดันต่อความเคลื่อนไหวของค่าเงินในภูมิภาคและเงินบาท โดยสกุลเงินเอเชียอ่อนค่า สอดคล้องกับสถานะในตลาดหุ้นและพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ดีปัจจัยพื้นฐานของไทยยังแข็งแกร่ง ยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัด

นอกจากนี้ยังได้ประมาณการ สินเชื่อและเงินฝากปี 2561 โดยปรับเพิ่มประมาณการอัตราการเติบโตของสินเชื่อปี 2561 มาที่5.0% จากคาดการณ์เดิมที่ 4.8% มูลลค่าการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อในครึ่งปีหลัง 2561 คือ 3.13 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรกที่มีอยู่ 2.87 แสนล้านบาท โดยสินเชื่อที่นำการเติบโต คือสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อย