Home ทิศทางเศรษฐกิจ แบรนด์ใหม่-แพลทฟอร์มใหม่ ทางรอดอุตสาหกรรมสื่อ

แบรนด์ใหม่-แพลทฟอร์มใหม่ ทางรอดอุตสาหกรรมสื่อ

514
0
SHARE

การถาโถมของเทคโนโลยีซึ่งนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่หลายอุตสาหกรรม รวมถึงสื่อที่โดนเข้าอย่างจัง จนพลิกตำราหาทางปรับตัวกันทันบ้างไม่ทันบ้าง ทั้งที่เห็นแนวโน้มหรือสัญญาณเตือนมาช่วงหนึ่งแล้ว

สื่อในซีกโลกตะวันตก ซึ่งเป็นต้นทางของเทคโนโลยี คือกลุ่มแรกที่เจอคลื่นระลอกแรกไปอย่างจัง แต่หลายรายพยายามรวบรวมสติกำลังความสามารถ ลุกขึ้นนำเทคโนโลยีที่ถาโถมใส่นั่นแหละ มาใช้ประโยชน์ อย่างในรายของบลูมเบิร์กที่ตั้งสถานีข่าวบนแพลทฟอร์ม “ทวิตเตอร์” เป็นการเฉพาะ รายงานข่าว 24/7 คือทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

ข่าวของบลูมเบิร์กทางทวิตเตอร์เป็นเบรกกิงนิวส์ ประเภทข่าวด่วนหรือข่าวเด่น ทีมงานก็คือนักข่าวของบลูมเบิร์กที่มีอยู่ทั่วโลก จุดเด่นของการนำเสนอคือมีวิดีโอ รูปภาพ แถมด้วยการทำโพลล์สำรวจความเห็นจากผู้ใช้ทวิตเตอร์สอดแทรกเข้าไปด้วย

บลูมเบิร์กอ้างว่าหลังจากเปิดตัวมาได้เดือนกว่า TicToc ซึ่งเป็นแบรนด์ของบลูมเบิร์กทางทวิตเตอร์ มีคนเข้าไปดู ไปอ่าน เฉลี่ยวันละ 750,000 คน คิดเป็นวันละ 1 ล้านวิว และตั้งเป้าดันให้ขึ้นถึงวันละ 2 ล้านวิวภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า สำหรับจำนวนผู้ติดตามหรือ follower อยู่ที่ 122,000 คน

เนื้อหาข่าวที่ปรากฏอยู่บน TicToc กว้างกว่ารูปแบบข่าวปกติของบลูมเบิร์ก ซึ่งเน้นการเงิน อีกทั้งกลุ่มเป้าหมายของ TicToc ยังมีอายุน้อยกว่าผู้อ่านข่าวปกติของบลูมเบิร์ก คือเน้นที่อายุ 25-35 ปี นอกจากนั้น ครึ่งหนึ่งของผู้ติดตามยังอยู่นอกสหรัฐ ดังนั้นจึงไม่ค่อยนำเสนอข่าวการเมืองสหรัฐ

TicToc มีการนำเสนอ 3 รูปแบบ คือสรุปข่าวทั่วโลกแต่ละชั่วโมง ครั้งละ 5 นาที, มีวิดีโอที่อาจแบ่งเป็นการบรรยายเหตุการณ์ต่างๆ หรือการถ่ายทอดสด, ระหว่างการถ่ายทอดสด โปรดิวเซอร์จะขึ้นข้อมูลเสริมแบบสดๆ โดยอาจเป็นทวีตล่าสุดหรือโพลล์ล่าสุด

นอกจาก TicToc ของบลูมเบิร์กแล้ว ทวิตเตอร์ยังเป็นเครื่องมือของสื่ออีกหลายราย อย่าง BuzzFeed ที่เปิดตัวรายการข่าวเช้า AM to DM เมื่อเดือนก.ย.ปีที่แล้ว และมีคนชมเฉลี่ยวันละ 1 ล้านวิวภายในเดือนต.ค.ปีเดียวกัน ส่วน Cheddar ซึ่งรายงานข่าวธุรกิจและเทคโนโลยี อ้างว่ามียอดวิว 200-300 ล้านวิวในทุกแพลทฟอร์มรวมกัน รวมถึงทวิตเตอร์

TicToc มีสปอนเซอร์ 7 รายและผู้บริหารของบลูมเบิร์กประเมินว่าดูจากตัวเลขต่างๆ แล้ว TicToc น่าจะคืนทุนหรืออาจได้กำไรภายในปีแรก สิ่งที่บลูมเบิร์กกำลังทำคือสร้างสถานีข่าวเจเนอเรชันใหม่ ที่ในอนาคตจะไม่อยู่บนแพลทฟอร์มทวิตเตอร์เท่านั้น แต่มีอยู่ทั่วโลก

หลายคนอาจงงว่า ทำไมเลือกทวิตเตอร์เป็นแพลทฟอร์มในการทำข่าว คำตอบคือเขาได้ลงมือวิจัยแล้ว อีกทั้งยังเห็นตัวเลขช่วงโต้วาทีชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อ 2 ปีก่อน ที่มีผู้ชมผ่านทวิตเตอร์จำนวนมากถึง 2-3 ล้านคน

เมื่อพูดถึงการปรับตัวของสื่อแล้ว สิ่งที่ลืมไม่ได้คือหนังสือพิมพ์ที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก แต่ยักษ์ใหญ่ระดับตำนานอย่าง  Washington Post ก็ได้รับการกล่าวขานมากเช่นกัน เกี่ยวกับศักยภาพในการปรับตัวสู่โลกออนไลน์ โดยข้อมูลจากคอมสกอร์ระบุว่าเมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว มีผู้คนเข้าไปอ่านวอชิงตันโพสต์ทางออนไลน์ 85.8 ล้านคน หากนับเป็นเพจวิวดิจิทัลก็อ่านกันไป 821 ล้านเพจวิว และคนอ่านใช้เวลาเฉลี่ย 16 นาทีในการเสพคอนเทนต์

จำนวนแทรฟฟิกที่มาก ไม่ได้หมายถึงเงินที่งอกเงยขึ้นอย่างอัตโนมัติ และนั่นเป็นเหตุผลให้วอชิงตันโพสต์เน้นให้คนควักกระเป๋าและลงทะเบียนเป็นสมาชิก ทันทีที่เริ่มเข้ามาเป็น”ขาประจำ” อันทำให้วอชิงตันโพสต์ ซึ่งเจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งอเมซอน ซื้อไปเมื่อปี 2556 สามารถหาสมาชิกทางดิจิทัลได้เพิ่มขึ้นถึง 145% เมื่อปี 2559

ส่วนค่ายใหญ่อีกค่ายหนึ่งอย่างนิวยอร์กไทมส์ก็ปรับตัวสู้มาพักใหญ่แล้วและทำท่าจะออกดอกผล เห็นได้จากตัวเลขคนลงทะเบียนเป็นสมาชิกทางออนไลน์ ที่เพิ่มขึ้น 154,000 รายเมื่อไตรมาส 3 ของปี 2560 หรือเพิ่มขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ส่วนยอดรวมจำนวนคนที่ลงทะเบียนเป็นสมาชิกพุ่งขึ้น 60% เป็น 2.5 ล้านราย ได้แรงหนุนส่วนหนึ่งจากเรื่องราวในสหรัฐที่ร้อนแรง ทั้งประเด็นเรื่องอื้อฉาวในรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเรื่องคาวๆ ในแวดวงฮอลลีวูด ซึ่งการที่ผู้คนกระหายเสพข่าวสาร เปิดช่องให้นิวยอร์กไทมส์ทดลองลดคอนเทนต์ออนไลน์ที่เปิดให้อ่านฟรีจากวันละ 10 เรื่องเหลือ 5 เรื่อง หรือลดลงไปครึ่งหนึ่งกันเลยทีเดียว ถือเป็นการปรับลดครั้งแรกในรอบ 5 ปี

แน่นอนว่าการลดจำนวนข่าวสำหรับอ่านฟรี จะมีผลกระทบต่อรายได้โฆษณาทางดิจิทัล ซึ่งเพิ่มขึ้น 11% เมื่อไตรมาส 3 ปีที่แล้ว และแม้ยังไม่สามารถชดเชยรายได้โฆษณาของพรินท์ที่ลดลงไป 20% แต่นิวยอร์กไทมส์มองว่าเกมนี้น่าเสี่ยงหากท้ายสุดแล้วสามารถดึงให้คนยอมลงทะเบียนมากขึ้นเพื่อเสียเงินอ่านข่าว

นอกจากนั้น นิวยอร์กไทมส์ยังทำข้อตกลงกับบริษัทอื่นเพื่อสร้างจูงใจ อย่างการร่วมมือกับ Spotify เพื่อให้สมาชิกออนไลน์เข้าถึงบริการของ Spotify ได้ฟรี

เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างความพยายามปรับตัวของธุรกิจสื่อ เพื่อให้อยู่รอดและเติบโตต่อไปได้ ท่ามกลางเทคโนโลยีที่นำความเปลี่ยนแปลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง