Home ทิศทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจโลก “โจโก วิโดโด”ประกาศชัยชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดฯ

“โจโก วิโดโด”ประกาศชัยชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดฯ

755
0
SHARE

โจโก วิโดโด ประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วประเทศ และได้เป็นประธานาธิบดีอินโดนีเซียสมัยที่ 2 ที่มีการจัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 17 เมษายน หลังผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการชี้มีคะแนนนำเหนือคู่แข่งราว 10% 

รายงานจากผลการนับคะแนนของ 12 สำนักโพล ระบุว่า โจโก วิโดโด ได้รับคะแนนเสียง 54.5% ขณะที่คู่แข่งนายพลปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายพลแห่งกองทัพอินโดนีเซีย และเป็นบุตรเขยของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต้ ซึ่งได้คะแนนเพียง 45.5%

ทั้งนี้ การเลือกตั้งในอินโดนีเซียเป็นที่สนใจและจับตามองจากทั่วโลก เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศมุสลิมที่มีขนาดใหญ่และมีประชากรมากถึง 260 ล้านคน ซึ่งสนับสนุนให้เศรษฐกิจ (จีดีพี) มีขนาดใหญ่คิดเป็นมูลค่ามากถึง 4.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2020 โดยจะขยายตัวเพิ้มขึ้นเป็น 10.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปั 2030 

จากการประเมินของ Standard Chartered Bank โดยวัดจากอำนาจการซื้อ (Purchasing Power Parity) ของประชากรขนาดใหญ่นั้นเอง โดยอยู่ในอันดับ 4 เป็นรองลงมาจากจีน สหรัฐ และอินเดีย

โดยนับจาากนี้ไปอีก 5 ปีสำหรับอายุการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของโจโก วิโดโด จะต้องเผชิญกับความท้าทายโดยเฉพาะจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือที่เรียกว่า Millenials ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปีนั้น มีจำนวนกว่า 50% ของประชากรทั้งหมด  หรือ 130 ล้านคน จะสร้างแรงกดดันต่อแนวนโยบายการบริหารประเทศในอนาคต ซึ่งถือคนกลุ่มใหญ่ของผู้ที่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งกว่า 190 ล้านคนล่าสุด

โจโก วิโดโด ในวัย 57 ปี ซึ่งคาดว่า จะได้เป็นประธานาธิบดีอินโดนีเซียเป็นสมัยที่ 2 ที่จะอยู่ในตำแหน่งจนถึงปี 2024 หลังจากที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งแรกปี 2014 จะสามารถรับมือกับมรสุมเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนตัวลงทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้นโยบายหลักข้อหนึ่งที่ถือว่าเป็นคำมั่นสัญญาว่าจะสร้างงานใหม่เพิ่มขึ้นถึง 100 ล้านตำแหน่งภายในช่วงเวลา 5 ปีข้างหน้า

รวมทั้งการใช้จ่ายเงินรัฐบาลที่เน้นในเรื่องระบบการศึกษา การปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมให้เข้มแข็งเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น การลงทุนในโครงสร้างพี้นฐานที่มีความเชื่อมโยงเข้ากับเส้นทางสายไหมใหม่ (Belt and Road) ของจีน รวมไปถึงการใช้จ่ายเงินงบประมาณในการลงทุนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศ

อย่างไรก็ตาม โจโก วิโดโด ยังคงต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ เนื่องจากนายพลปราโบโว ซูเบียนโต ซึ่งเคยพ่ายแพ้แบบหวุดหวิดในการเลือกตั้งประธานาธิบดีคราวที่แล้วเมื่อ 5 ปีก่อน เปิดแถลงภายหลังการเลือกตั้งว่าจากผล Exit Poll ที่ทำเป็นการภายใน และการนับคะแนนด่วนชองทีมหาเสียงของเขาเชื่อว่า  จะได้เสียงโหวตในระว่าง 52-54%

อาจจะโต้แย้งผลการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างไม่เป็นทางการที่เกิดขึ้น โดยสามารถร้องเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญของอินโดนีเซียที่ประกอบด้วยผู้พิพากษา 9 คน ซึ่งจะใช้เวลาวินิจฉัยภายใน 14 วัน ขณะที่ผลการเลือกตั้งจะมีประกาศอย่างเป็นทางการภายใน 1 เดือนข้างหน้า

ขณะที่ทิศทางการบริหารงานด้านเศรษฐกิจยังคงไม่เข้าเป้าที่วางไว้ 7% ต่อปีในสมัยแรก โดยที่จีดีพีของอินโดนีเซียขยายตัวได้เพียง 5% ต่อปีเท่านั้น

ในปีนี้ กระแสทั่วโลกกว่า 50 ประเทศจะมีการเลือกตั้งเกิดขี้นพร้อมกันหลายภูมิภาคทั้งในเอเชีย โอเชียเนีย ตะวันออกลาง รวมทั้งในยุโรป ย่อมเป็นดนวโน้มที่จะส่งผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งหลายประมีประกาศที่จะมีการเปลี่ยนผ่านหลังจากที่พยายามผลักดันให้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจภายใน

โดยที่อินโดนีเซีย รวมถึงไทย ได้มายืน ณ จุดเริ่มต้นของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อบริหารประเทศพร้อมกันในปีนี้ จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า การบริหารประเทศนับจากนี้ไป ใครจะถึงเป้าหมายของเส้นชัยที่วางไว้หรือไม่ ในอีกช่วง 4-5 ปีข้างหน้า