Home คอลัมนิสต์ ขวัญชนก วุฒิกุล ไม่มี ห้ามหนี ต้องจ่าย

ไม่มี ห้ามหนี ต้องจ่าย

976
0
SHARE
ขวัญชนก วุฒิกุล

หลังลงจากเวที “ทีเด็ดลูกหนี้” ในเมื่อวันก่อน ดิฉันบอกน้องลูกหนี้ที่มาออกรายการว่า “อย่าหนี” ให้คุยกับเจ้าหนี้ทุกรายดีๆ บอกเขาว่า เราตั้งใจใช้หนี้ ทำให้เขาเห็นว่า ทุกวันนี้เราก็พยายามทำมาหากิน พยายามหาเงินมาใช้หนี้ เราไม่ได้คิดจะหนีไปไหน แล้วพยายามหาทางเจรจาประนีประนอมหนี้กับเขา ไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ย หรือการตัดเงินต้น

เพราะหนี้จำนวนหลายแสนบาทของลูกหนี้คนนี้มาจากการกู้ไปลงทุนขยายร้าน ที่ทำไปทำมากลายเป็นขยายจนเกินตัวเกินพอดี มุ่งมั่นที่จะมองไปข้างหน้าแบบไม่ระวังหลัง พอรายได้ไม่เข้าเป้า รายจ่ายสารพัดโดยเฉพาะหนี้ที่หยิบยืมมา ก็มารอหน้าประตูบ้านแล้ว

เสียแต่ว่าวันนั้นหนักปาก ไม่ได้บอกเขาไปว่า คำฮิต (แต่เจ้าหนี้ไม่ฮิตด้วย) ที่เราพูดกันติดปาก เวลาเป็นหนี้ว่า “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” นั้น ทำได้ก็แต่เฉพาะเศรษฐีหรือมหาเศรษฐีเท่านั้น ส่วนลูกหนี้รายละเอียดรายย่อย ไม่มีอำนาจต่อรองกับเจ้าหนี้ ลองถ้า “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” ก็มีแต่จะถูกเจ้าหนี้บี้เป็นมดเท่านั้น

สำหรับลูกหนี้ทั่วๆ ไป ต้องท่องว่า “ไม่มี ห้ามหนี และต้องจ่าย” เท่านั้นค่ะ จะจ่ายมาก จ่ายน้อย จ่ายบ้างหรือไม่จ่ายบ้าง ก็ต้องคุยกับเจ้าหนี้ให้รู้เรื่อง ที่พูดแบบนี้หมายรวมเฉพาะเจ้าหนี้ในระบบเท่านั้นนะคะ ส่วนเจ้าหนี้นอกระบบ สารภาพตรงๆ เหมือนกันว่า “จนปัญญา”

ใครที่มีปัญหาก็ต้องแก้กันไป ส่วนใครที่เป็นหนี้แต่ยังไม่เข้าข่ายมีปัญหา ก็ต้องหาทางป้องกันไว้ก่อนค่ะ วิธีการป้องกันที่ดีที่สุด ก็คือ ต้องไม่ก่อหนี้เกินกำลัง ต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา อย่าหลอกตัวเองว่าไหว ถ้าไม่ไหวก็คือไม่ไหว และต้องไม่กู้

และเมื่อกู้แล้ว ก็ต้องการสร้างวินัยในการชำระหนี้ให้ตรงเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการชำระหนี้ล่าช้าหรือผิดนัดชำระหนี้ เพราะทำให้เกิดผลกระทบตามมาอีกมากมาย

หนึ่ง คือ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทั้งค่าติดตามทวงหนี้และดอกเบี้ยผิดชำระหนี้

การผิดนัดชำระหนี้ จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายตามมามากกว่าปกติ ทั้งดอกเบี้ยที่เพิ่มมากขึ้น หรือหากผิดนัดชำระเกินระยะเวลาที่กำหนด ก็อาจจะต้องถูกปรับด้วยอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระซึ่งอาจจะสูงได้ถึง 18%  สำหรับบัตรเครดิต และ 28% สำหรับสินเชื่อบุคคล นอกจากนี้การชำระหนี้ล่าช้ากว่ากำหนดจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถาม ซึ่งจะถูกเรียกเก็บในเดือนถัดไปอีกด้วย

สอง คือ เสียประวัติ-เสียเครดิต

เคยเขียนไปแล้วในตอน “รักษาเครดิต” ว่า คนที่มีเครดิต อยากจะใช้เงินของคนอื่นก็ง่ายกว่าคนไม่มีเครดิต เมื่อรู้ตัวอยู่แล้วว่า ไม่วันใดก็วันหนึ่งเราต้องอาศัยเงินของคนอื่น ไม่ว่าจะเพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถ เพื่อทำธุรกิจ หรือเพื่อขยายธุรกิจ เราก็ต้องพยายาม “รักษาเครดิต” หรือ “รักษาประวัติ” ของตัวเองไว้ให้ดี

ยิ่งปัจจุบันมีศูนย์ข้อมูลเครดิตหรือเครดิต บูโร ที่เก็บรวบรวมข้อมูลของลูกหนี้ทุกรายเป็นรายเดือนและคงค้างในฐานข้อมูลเป็นระยะเวลา3 ปี ซึ่งสถาบันการเงินเจ้าหนี้สามารถขอตรวจสอบ “ประวัติ” ลูกหนี้ได้ การเสียประวัติจากการผิดนัดชำระหนี้จะทำให้เราขอสินเชื่อได้ยากขึ้น หรืออาจจะไม่สามารถขอสินเชื่อได้อีกในอนาคต

สาม อาจจะถูกฟ้องร้อง

หากมีการค้างชำระหนี้ในระยะเวลาที่ยาวนาน สถาบันการเงินจะอาจจะทำการฟ้องร้องคดีแพ่งต่อลูกหนี้เพื่อให้ชำระคืนหนี้ ซึ่งผลกระทบหนักที่สุด คือ อาจจะถูกตัดสินให้เป็นบุคคล “ล้มละลาย”

“หนี้” จะไม่ใช่อะไรที่เลวร้ายเลย ตราบเท่าที่เรามีความสามารถในการชำระหนี้และมีวินัยทางการเงิน