Home ลงทุน สตาร์ทอัพ บิ๊กธุรกิจไทยลงขันตั้งกองทุน’500TukTuks II’ ลุยลงทุน150สตาร์ทอัพทั่วโลก

บิ๊กธุรกิจไทยลงขันตั้งกองทุน’500TukTuks II’ ลุยลงทุน150สตาร์ทอัพทั่วโลก

1064
0
SHARE

500 TukTuks ร่วมรับการลงทุนจากกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ในไทย พร้อมผลักดันสตาร์ทอัพไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เติบโตแบบก้าวกระโดด

หลังจากเปิดตัวกองทุน 500 TukTuks ไปเมื่อปี 2558 เพื่อลงทุนในสตาร์ทอัพไทยระดับ seed/pre-series A โดย 500 TukTuks ได้ร่วมลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพรวม 50 บริษัท ช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถระดมทุนในรอบถัดไปได้รวมเกือบ 7,000 ล้านบาท รวมทั้งช่วยสร้างการจ้างงานเกือบ 10,000 ตำแหน่ง

กระทิง พูนผล ผู้จัดการกองทุน 500 TukTuks กล่าวว่าล่าสุดกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของไทย ได้แก่ กลุ่มเซ็นทรัล กลุ่มธุรกิจ TCP บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) บริษัท วัชรพล จำกัด ในเครือหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และบริษัท อาคเนย์ประกัน ประกาศร่วมการลงทุนในกองทุน 500 TukTuks

โดยครั้งนี้ มีชื่อว่ากองทุน 500 TukTuks II ตั้งเป้าลงทุน ใน 150 สตาร์ทอัพ ทั้ง Disruptive Digital Startups ในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้ง Global Deep Tech Startups ที่จะเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างระบบนิเวศน์แห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบทั้ง Disruptive Digital และ Deep Technology ควบคู่กับการสร้าง synergy กับบริษัทยักษ์ใหญ่ในไทย โดยมีพันธมิตรชั้นนำระดับโลกจากทั้ง Silicon Valley และเอเชีย เช่น

  • Terra Accelerator บริษัท accelerator ชั้นนำด้าน Food/Bio/AgriTech,
  • SOSV-กองทุน VC ระดับ top 5 ด้าน AI และ Blockchain, Chinacceleratorกองทุน VC ชั้นนำที่ลงทุนใน tech startups ชั้นนำของจีน, MOX
  • Mobile Only Accelerator พร้อมดึงกูรูระดับโลกอย่าง Harper Reed อดีต CTO ของ Obama

รวมทั้ง กูรูชั้นนำของไทย ด้าน AR/VR, Crypto/Blockchain, Food/BioTech, IoT ร่วมสร้างระบบนิเวศน์แห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบในประเทศไทย และพร้อมเร่งผลักดันการเติบโตแบบก้าวกระโดดของระบบนิเวศน์สตาร์ทอัพ (startup ecosystem) ของไทย

กระทิง ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับ 500 TukTuks II นับเป็นกองทุนขนาดใหญ่กว่ากองทุน 500 TukTuks กองแรกอย่างมาก แต่ไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขที่ชัดเจนได้เนื่องจากทำตามกฎกติกาของ ก.ล.ต.สหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่จดทะเบียน โดยสาเหตุที่เลือกสหรัฐฯ เพราะมีกฎที่ค่อนข้างรัดกุม เป็นมาตรฐานที่ทำให้ผู้ลงทุนเองมีีความอุ่นใจในระดับหนึ่ง

ใน 500 TukTuks กองทุนแรกมีอายุ 2-3 ปี ที่ผ่านมามีสตาร์ทอัพที่เอ็กซ์ซิสแล้วบางตัว โดยสตาร์ทอัพที่เติบโตดีที่สุด 5 อันดับแรก มูลค่าอยู่ที่ 30 เหรียญไปจนถึง 100 ล้านเหรียญ

ทั้งนี้ สตาร์ทอัพที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนที่แล้วพบว่า มีเพียง 2% ที่ตายไป ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของสตาร์ทอัพทั่วไปที่ไม่ประสบความสำเร็จแล้วตายไปถึง 44%

คาดว่าในกองทุน 500 TukTuks II จะได้เห็นสตาร์ทอัพมากกว่า 6 ตัวที่สามารถเติบโตได้มากกว่า 100 ล้านเหรียญ ซึ่งการเติบโตเหล่านี้ก็จะทำให้ดึงดูดนักลงทุนให้อยากมาลงทุนมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่โอกาสในการเติบโตของสตาร์ทอัพอื่นๆต่อไป

การลงทุนจะเน้นที่สตาร์ทอัพไทย กลุ่มสตาร์ทอัพที่น่าสนใจในกลุ่ม CLMV รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพระดับโลก ทั้งนี้จะมีทั้งการสนับสนุนกลุ่มสตาร์ทอัพเดิมที่กำลังเติบโต รวมไปถึงสตาร์ทอัพใหม่ๆที่กำลังจะเริ่มธุรกิจตามความเหมาะสม

“ทางกองทุน 500 TukTuks พร้อมทั้งพันธมิตรหวังว่าจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการเติบโตของวงการ Tech Startups ไทยให้เติบโตไปในระดับ Asia และระดับโลก หวังให้สตาร์ทอัพ เป็นนักรบเศรษฐกิจพันธุ์ใหม่ หรือเป็นเอสเคิร์ฟใหม่ของประเทศให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้” ระทิง กล่าว

500TukTuks

นอกจากนี้ยังมีตัวแทนบริษัทที่เข้าร่วมการลงทุน 500 TukTuks II เข้าร่วมในงานแถลงข่าวครั้งนี้ หนึ่งในนั้นคือ ดนภัทร พร้อมพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการ แผนกการลงทุน กลุ่มเซ็นทรัล เปิดเผยถึงสาเหตุที่ตัดสินใจเข้าร่วมลงทุนกับ 500 TukTuks ในครั้งนี้ว่า

“กลุ่ม Central Group คือ ผู้นำด้าน Retail และ eCommerce และเป้าหมายของเราคือการเปลี่ยนไปสู่ Top Tech Company ภายใต้ยุทธศาสตร์ New Central, New E-conomy เพื่อเป็นผู้นำด้าน Digi-Lifestyle Platform การลงทุนใน 500 TukTuks นั้นตอบโจทย์เป็นอย่างดีในการช่วยเสริมสร้าง Digi-Lifestyle Innovation Platform ของ Central ผ่านทาง Tech Startups ทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Central Group”

ส่วน สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย และเจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มกระทิงแดง (เรดบูล) เรดดี้ สปอนเซอร์ แมนซั่ม เพียวริคุ และเมล็ดทานตะวันซันสแนค กล่าวเสริมว่า TCP มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกที่นับวันจะถูก Disrupt รุนแรงและรวดเร็วมากขึ้น การเข้ามาของ IoT (Internnet of Things), AI (ปัญญาประดิษฐ์), Robot (หุ่นยนต์) หรือเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ต่างๆ ล้วนมีศักยภาพในการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตและการดำเนินธุรกิจให้ต่างไปจากเดิมได้อย่างสิ้นเชิง

“กลุ่มธุรกิจ TCP เล็งเห็นว่าองค์กรก็ต้องมีการปรับตัวเช่นกัน การร่วมลงทุนในกองทุน 500 TukTuks ในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมรับมือกับกระแส Disruption ผ่านการทำงานร่วมกับบริษัทสตาร์ทอัพต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรของเราจะสามารถก้าวข้ามวิธีการทำงานแบบเดิม สู่นวัตกรรมใหม่ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีเข้ากับสังคม เพิ่มประสิทธิภาพ สร้างผลิตภัณฑ์ และบริการให้ดียิ่งขึ้นกับลูกค้าของเรา รวมทั้งยกระดับธุรกิจของเราไปสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบได้เร็วขึ้น” สราวุฒิ กล่าว