Home คอลัมนิสต์ วีระ ธีรภัทร 5G สร้างโลกใหม่ไร้พรมแดนที่แท้จริง

5G สร้างโลกใหม่ไร้พรมแดนที่แท้จริง

1159
0
SHARE
งานก็ได้ผล เงินก็ได้ผลาญ

ถ้าหากคุณนึกไม่ออกว่าการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งมีอุบัติการณ์ของสมาร์ททีวี สมาร์ทโฟน อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบสื่อสารไร้สายที่เปลี่ยนจากยุค 3G มาเป็น4G เกือบจะสมบูรณ์แบบในขอบเขตทั่วโลกเป็นยังไง

ผมมีวิธีให้ดูได้ง่ายๆแบบนี้ครับ

ก่อนหน้าจะมีไอโฟนประมาณปี 2549 บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก 3 ใน 6 เป็นบริษัทในวงการน้ำมัน สิบปีผ่านไปบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก 6 แห่งแรกเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีสื่อสาร 5 แห่ง เหลือบริษัทน้ำมันอยู่เพียงแค่บริษัทเดียวเท่านั้น

ชื่อบริษัทคุ้นๆอย่าง แอปเปิล อัลฟาเบท(กูเกิล-ยูทิวบ์) อมาซอน เฟซบุ๊ค ฯลฯ คือหน้าใหม่มาแรงและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งที่สูงรวดเร็วมาก

ในจีนเองก็เกิดบริษัทขนาดใหญ่ที่เราคุ้นชื่อกันมากขึ้นอย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินชื่อบริษัทพวกนี้ อาลีบาบา ไป๋ตู้และเทนเซนต์ไม่มากก็น้อยแหละ

นี่คือปัจจุบันที่เป็นยุคปลาย4Gและกำลังจะเริ่มเข้าสู่ยุคต้นของ 5G

ในขณะที่จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่นกำลังเริ่มอิ่มตัวในเชิงปริมาณจำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพเพื่อตอบสนองความต้องการ ในจีนกับอินเดียปริมาณผู้เข้าไปเกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายโยงใยที่ตามมามีจำนวนเพิ่มขึ้นรวดเร็วมาก แม้ในขณะนี้จีนจะมีคนใช้อินเตอร์เน็ต772 ล้านรายและอินเดีย 481 ล้านราย ต้องบอกว่ามาก แต่ก็ยังถือว่าพอจะมีช่องทางเพิ่มจำนวนไปได้อีกระยะหนึ่งก่อนจะอิ่มตัว

น่าสนใจด้วยว่ายอดขายโทรศัพท์รุ่นใหม่ของสองตลาดนี้มีปริมาณมากมายมหาศาลและไม่ใช่แค่นั้นวัยรุ่นในโลกปัจจุบันที่ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวน 830 ล้านรายนั้น ร้อยละ 40 คือผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจากจีนและอินเดียรวมกันครับ

อะไรต่อมิอะไรจึงดูสับสนอลหม่านไปหมด และยิ่งกำลังจะเข้าสู่ยุค 5Gที่เชื่อกันว่าจะต้องส่งผลกระทบมหาศาลสร้างการเปลี่ยนแปลงมากมายเช่นนี้ด้วย

รู้อะไรไว้บ้างก็ดีครับ

ในแง่ซอฟท์แวร์ผมอาจจะไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร? ในแง่เทคนิคเทคโนโลยี ผมก็กำลังค่อยๆงมค่อยๆคลำทำความเข้าใจและติดตามความเคลื่อนไหวแบบพอให้ไม่ตกรุ่นล้าหลัง แต่ในแง่ของฮาร์ดแวร์ที่จับต้องมองเห็นผมคิดว่าผมพอจะคุยอะไรให้ฟังได้นิดหน่อย

ผมสรุปไปก่อนหน้านี้ว่าของที่จับต้องได้มองเห็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงจาก4Gไปเป็น 5Gนั้น อย่างน้อยสถานีฐานที่เป็นตัวส่งและเชื่อมต่อสัญญานไม่ให้ขาดหายก็คงจะพอบอกอะไรเราบ้าง ที่สำคัญก็คือมีลักษณะเกือบจะผูกขาดกระจุกตัวอยู่ไม่ถึงสิบบริษัทในโลกนี้

ความน่าสนใจยังมีต่อไปว่าในบริษัทชั้นนำที่มีบทบาทในการผลิตวัสดุอุปกรณ์สำหรับสถานีฐานที่ว่านั้นเป็น จีน ญี่ปุ่น นอร์เวย์ สวีเดน เกาหลีใต้ แต่ไม่มีผู้เล่นจากยุโรปหรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา

ผมคิดว่าในยุค 5G มหาอำนาจฮาร์ดแวร์กับซอฟท์แวร์น่าจะคนละกลุ่มคนละพวกอย่างแน่นอน

มาถึงตรงนี้ต้องออกตัวก่อนว่า ผมติดตามเรื่องนี้แบบคนไม่รู้เรื่องอะไรมากมายนะครับ จับได้แต่ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ลึกถึงเนื้อหาอย่างแท้จริง

คำถามก็คือเรื่องการทำสถานีฐานมันมีการเคลื่อนไหวจับคู่กันแบบไหนและอย่างไร?

ขออนุญาตเล่าไปตามลำดับดังนี้ก็แล้วกัน

ผมอยากเริ่มต้นการจับคู่ระหว่าง บริษัทฟูจิซึ (Fujitsu) กับบริษัทอีริคสัน (Ericsson) ก่อนก็แล้วกันนะครับ

เรื่องการจับคู่ทางธุรกิจนั้นแน่นอนครับว่า ต่างฝ่ายต่างมีความโดดเด่นคนละอย่าง กรณีของฟูจิตซึซึ่งจับมือกับอีริคสันเพื่อร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์สถานีฐานในระบบ 5Gนั้น เข้าใจได้ไม่ยากเพราะฟูจิซึซึ่งถนัดเรื่องด้านอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ส่วนอีริคสันมีเครือข่ายการตลาดไปทั่วโลก และที่สำคัญเมื่อสองบริษัทนี้ร่วมมือกันสัดส่วนในตลาดอุปกรณ์สถานีฐานจะขยับขึ้นมาตีคู่กับยักษ์ใหญ่อย่าง หัวเว่ยเทคโนโลยีของจีนทันที อำนาจนำในฐานะผู้เล่นหลักในตลาดคงไม่ต้องบอกว่าจะส่งผลต่อผู้เล่นคนอื่นๆเช่นไร

ที่จริงอีริคสันไม่ใช่คนหน้าใหม่ในวงการอยู่แล้ว แต่ถ้าหากอีริคสันจะบุกตลาดญี่ปุ่นซึ่งเฉพาะมูลค่าการติดตั้งสถานีฐานในระบบ 5Gอย่างเดียวมีมากถึง 5 ล้านล้านเยนหรือประมาณ 1.5 ล้านล้านบาทและน่าจะเป็นตลาดแรกที่เริ่มใช้5Gก่อนใครเพื่อนหรืออย่างน้อยก็ 1 ใน 3 ที่เริ่มใช้งานก่อนใครในโลกในเชิงพาณิชย์เป็นธุรกิจไม่ใช่ระดับทดลองปฏิบัติการ

การจับมือกับฟูจิซึจึงเป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์เต็มๆ แต่ในเวลาเดียวกันฟูจิซึก็จะอาศัยเครือข่ายของอีริคสันบุกตลาดโลกควบคู่กันไป อย่าลืมว่าฟูจิซึคือพันธมิตรของผู้ให้บริการมือถือเบอร์ต้นของญี่ปุ่นด้วยนั่นก็คือเอ็นทีทีโดโคโม (NTT Docomo)

สำหรับอีริคสันซึ่งเคยจับมือกับโซนี่เพื่อพัฒนามือถือร่วมกัน แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ถือว่ามีประสบการณ์ในตลาดญี่ปุ่นมาก่อน ในขณะที่ที่ผ่านมาก็เป็นคนขายอุปกรณ์เครือข่ายโทรคมนาคมในยุค4Gให้กับกลุ่มซอฟท์แบงก์ผู้ให้บริการมือถือและอินเตอร์เน็ตรายสำคัญในญี่ปุ่นและเคดีดีไอ (KDDI) ผู้ให้บริการโทรศัพท์อีกรายของญี่ปุ่น

ก่อนหน้านี้บริษัทซัมซุงอิเลคทรอนิคส์ก็จับมือกับเอ็นอีซี โดยที่ต่างฝ่ายต่างมีความถนัดไปคนละด้าน ซัมซุงจะเน้นไปที่การพัฒนาสถานีฐานซึ่งใช้คลื่นความถี่สูง ส่วนเอ็นอีซีจะดูแลคลื่นความถี่ต่ำ นี่เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กันและกัน แน่นอนการร่วมมือกันทำตลาดเป็นผลที่ตามมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดใหญ่ที่มีความสำคัญและน่าจะเริ่มให้บริการในระบบ5Gก่อนใครเพื่อนคือสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

ในสามปีห้าปีจากนี้ไปเมื่อยุค5Gเกิดขึ้นเต็มตัว เราจะเห็นบทบาทของยุโรปซึ่งคุมสัดส่วนการตลาดยุค3Gกว่าร้อยละ 70 ถอยห่างออกไปเช่นเดียวกับการครอบครองส่วนแบ่งตลาดในยุค 4Gที่สหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

คงไม่ต้องบอกว่าใครจะเข้ามาบทบาทต่อไป เพราะถ้าหากดูบริษัทแถวหน้าในวงการสื่อสารโทรคมนาคมในปัจจุบันของจีนอย่างบริษัทหัวเว่ยเทคโนโลยีและบริษัทแซดทีอีที่บุกหนักในยุค4Gกำลังวางแผนเข้าสู่ 5Gเต็มพิกัด

สงครามการค้าที่สหรัฐพุ่งเป้าไปที่บริษัทชั้นนำของจีนหลากหลายธุรกิจ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเรื่องการเข้าสู่ยุค 5Gที่ว่านี้ไม่มากก็น้อย การขัดขวางการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นเงื่อนไขในการลงทุนร่วมกับจีนถูกโจมตีอย่างหนักและบางแห่งถึงขนาดกีดกันเลย อย่างเช่นกรณีของบริษัทแซดทีอีที่ถูกหน่วยงานด้าน กสทช.ของสหรัฐกล่าวหาว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและความมั่นคงของชาติ ในขณะที่ออสเตรเลียไปไกลกว่านั้นคือห้ามใช้อุปกรณ์ 5Gที่มาจากบริษัทหัวเว่ยฯและบริษัทแซดทีอีของจีนเด็ดขาด

มูลค่าการของติดตั้งสถานีฐานที่คาดว่าจะไม่น้อยกว่า 40,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในตอนเริ่มต้นยุค 5Gคือเดิมพันก้อนโตที่จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวภายในระยะเวลาห้าปีหลังจากเริ่มต้น ไม่รวมอุปกรณ์ต่อเนื่องอีกมากมาย ลำพังการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือจากยุค 4Gเป็น 5Gก็แทบจะนับเม็ดเงินกันไม่ถูกแล้ว

นี่คือโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

นี่คือโลกใหม่ไร้พรมแดนอย่างแท้จริง

 *************************************

เกี่ยวกับผู้เขียน

‘วีระ ธีรภัทร’ นักจัดรายการวิทยุฝีปากกล้า ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการขนานนามว่า ‘King of Air Wave’  ด้วยสไตล์การจัดรายการที่โดดเด่น ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน นอกจากจะมีประสบการณ์ในการจัดรายการวิทยุ-โทรทัศน์มาอย่างยาวนานแล้ว ‘วีระ’ ยังผลิตงานเขียนออกมามากมายตลอดระยะเวลา 40 ปีในแวดวงสื่อสารมวลชน เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ เขายังคงทำงานต่อเนื่อง และงานเขียน “งานก็ได้ผล เงินก็ได้ผลาญ” ใน Money2Knowก็ถือเป็นอีกหนึ่งงานที่ “วีระ” กลั่นกรองประสบการณ์ที่ยาวนานในการทำงานมาถ่ายทอดให้ทุกคนได้ติดตามในมุมมองที่หลากหลาย