Home ลงทุน หุ้น บล.กสิกรไทยเปิด9หุ้นเด่น รับศึกสงครามการค้า

บล.กสิกรไทยเปิด9หุ้นเด่น รับศึกสงครามการค้า

1578
0
SHARE
สัมมนา

ธนาคารกสิกรไทย จัดงานสัมมนา “แนวโน้มเศรษฐกิจโลก ค่าเงินและตลาดหุ้น” รวบรวมนักวิเคราะห์ร่วมประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ เปิด7กลุ่มหุ้นน่าสนใจ ขณะที่สงครามการค้ายืดเยื้อ

เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา
เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา

ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจําประเทศไทย กลุ่มธนาคารโลก มองว่าที่ผ่านมาตลาดโลกโต 3% แต่ช้าลง จีน เกาหลี หรือประเทศที่มีการค้าสูง แต่ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของจีนมากเท่ากับมาเลเซีย

ความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย (recession) ของไทยถือว่าต่ำมาก จากการคำนวณพบโอกาสน้อยกว่า 5% เพราะการจะเกิดขึ้นของภาวะเศรษฐกิจถดถอย คือประเทศผู้นำทางการค้าต้องชะลอตัวพร้อมกัน แต่ขณะนี้แต่ละประเทศมีการโดต่อเนื่องค่อยเป็นค่อยไป หลายประเทศพยายามประคับประคองเศรษกิจ การลงทุนและในประเทศ มาช่วยประคองไว้

ในตอนนี้สงครามการค้า เริ่มมีผลกระทบต่อบางอุตสาหกรรมในสหรัฐ ถ้ามีเสียงประชาชนสะท้อนว่าได้รับผลกระทบมาก การกีดกันอาจจะน้อยลงและอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามการค้าที่ผ่านมาได้

เรื่องการค้าด้านการบริการเป็นสิ่งที่ควบคุมยากกว่า และไม่เกี่ยวกับการเมืองที่เป็นแรงขับเคลื่อนที่น่าสนับสนุนเพราะทำให้เศรษฐกิจโตได้อีก ซึ่งการบริการของของไทยถือว่าสูงในกลุ่มอาเซียน

ดร.เกียรติพงศ์ ระบุว่า สำหรับประเทศไทยเป็นห่วงเรื่องการค้าเป็นพิเศษ และเรื่องหนี้โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนยังคงเป็นเรื่องเปราะบาง นโยบายการคลังจะมาช่วยเศรษฐกิจได้จริง ๆ หรือไม่ เพราะกลไกหรือระบบไม่ได้เอื้อต่อการใช้นโยบาย และผู้สูงอายุจะกลายเป็นกลุ่มผู้มีความยากจนที่น่ากังวลด้วย และเอเชียจะต้องคิดว่าจะใช้เงินในการจัดการกับการกับปัญหานี้

กอบสิทธิ์ ศิลปชัย
กอบสิทธิ์ ศิลปชัย

ด้านนายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย มองว่า 

โอกาสเกิดเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้น

สหรัฐใหญ่และยังทิ้งห่างประเทศอื่นภาวะถดถอย แต่หมายถึงการพักเท่านั้น มองว่าเป็นวัฏจักรปกติ และสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ อีก 1 ข้างหน้าไทยอาจจะมีโอกาสรีเซสชั่นประมาณ 10% ตลาดมองว่ามีโอกาสทีสหรัฐมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอย 25% เพราะมีความกังวลในเรื่องของสงครามการค้า อีกหนึ่งปีข้างหน้าอาจจะมีโอกาสชะลอตัวของการเติบโตลงมากขึ้น แต่ยังยากที่จะคาดการณ์ได้ชัดเจน

ในขณะที่การค้าโลกยังเป็นบวก 20-21 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ที่ลดลงเนื่องจากราคาน้ำมัน ทำให้ขยายตัวในระดับที่ชะลอแต่ยังไม่หดตัว และยังไม่ติดลบ ซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องติดตามดูดัชนีผู้จัดซื้อจัดจ้าง ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด

แนวโน้มสงครามการค้า

สำหรับกรณีที่ทรัมป์และสีจิ้นผิงจะมีพบกันในการประชุม G20 จีนตอบโต้ไม่มีผลทันที มีผล 1 มิ.ย. นี้ แต่การที่มีการเจรจากันนับว่ายังเป็นนิมิตหมายที่ดี อย่างไรก็ตามสงครามการค้ายังยากจะคาดเดา และมีอีกหลายองค์ประกอบที่ต้องนำมาวิเคราะห์ อาทิ การไม่ให้ใช้โซเชียลมีเดียต่างชาติในจีน ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการกีดกันทางการค้าหรือไม่ ถ้าสิ่งเหล่านี้ยังไม่คลี่คลายก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดข้อพิพาทต่อเนื่อง

นายกอบสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สงครามในระยะยาวระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ชิงอำนาจในการเป็นผู้นำโลก มองว่าอาจจะมีการพักรบชั่วครั้งช่วงคราว แต่เพื่อได้คะแนนทางด้านการเมือง ซึ่งประเมินว่า ทรัมป์ น่าจะดำเนินนโยบายนี้ไปจนถึงปีหน้า เพื่อสืบต่อนโยบายอเมริกันเฟิร์สที่ให้ไว้

ภาสกร ลินมณีโชติ
ภาสกร ลินมณีโชติ

SET Index ยืน 1,750 ในอีก 12 เดือนหน้า

นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า เรายังคงมุมมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทยด้วยเป้าหมาย SET Index ล่วงหน้า 12 เดือนที่ 1,750 (คิดเป็นผลตอบแทนทั้งหมดที่ 7%) โดย หลังจากที่ SET Index ในเชิง YTD ปรับเพิ่มขึ้น 7% ทําให้เราเห็นถึงสมดุลระหว่างปัจจัยบวกและลบที่ส่งผลกระทบต่อSET Index ทำให้เชื่อว่าในระยะสั้นนี้จะมี upside ที่จํากัด

สําหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ มองว่ายังห่างไกลจากสภาวะถดถอย เห็นได้จากการประเมินของ Fed สาขานิวยอร์กถึงโอกาสที่จะเกิดสภาวะถดถอยที่ต่ำ รวมถึง ค่าจ้างเติบโตแข็งแกร่ง และมีดัชนี PMI ภาคบริการที่แข็งแกร่ง3ประเด็นการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน ต่างจะเป็นกันชนต่อ downside risk และยังเชื่อว่าทั้ง 2 ประเทศที่มีสงครามการค้าอยู่ในขณะนี้จะสามารถตกลงกันได้

สําหรับตลาดหุ้นไทย ส่วนปัจจัยสําคัญจะมาจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่ไม่ราบรื่น ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อ ตลาดหากไม่มีปัจจัยบวกจากต่างประเทศมาช่วย

โดยเปิดเผยข้อมูล 7 กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจในมุมมองของนักวิเคราะห์ ได้แก่

– กลุ่มพาณิชย์ (CPALL, BJC, HMPRO)กลุ่มพาณิชย์ยังคงเป็นกลุ่มที่เราชอบอันดับต้นๆ เพราะเชื่อว่าผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จะได้ ประโยชน์มากที่สุดจากการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยจากรัฐบาล และมาตรการ อื่น ๆ ที่อาจออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่างจังหวัด

– กลุ่มสินค้าเกษตร (CPF)เรายังชอบกลุ่มนี้ตรงที่มีกำไรแข็งแกร่ง ด้วยแรงหนุนจากการฟื้นตัวของอัตรากำไร ที่ได้รับปัจจัยสนับสนุนมาจากราคาสินค้าที่ดีขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเติบโตที่แข็งแกร่งของกำไรสุทธิ คาดว่า CPF จะมีกำไรไตรมาส 1/2562 ที่แข็งแกร่ง

– กลุ่มรับเหมาก่อสร้างโยธา (STEC)เรายังคงมุมมองเป็นบวกต่อกลุ่มนี้ และชอบ STECมากที่สุด โดยจะมีปัจจัยบวกสำคัญถัดไปที่จะมาจากการเร่งประมูลโครงการภาครัฐ

– กลุ่มปิโตรเคมี (SCC) แม้เราจะมีมุมมองที่ค่อนข้างเป็นลบต่อกลุ่มปิโตรเคมีไทย แต่เรายังชอบ SCCในแง่ของธุรกิจนอกกลุ่มเคมีภัณฑ์ของบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่ยังมีกำไรแข็งแกร่งในไตรมาส 1/2562 ด้วยการเติบโตของกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA)ที่ 8% โดยคิดเป็นสัดส่วนที่ 14% ต่อกำไรสุทธิของกลุ่มบริษัท (เพิ่มขึ้น 2ppt YoY)

– กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ (BBL) เรายังชอบกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ เพราะคาดว่าค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ (credit cost) จะปรับลดลง ต่อเนื่อง และได้รับผลกระทบจากธุรกิจประกันผ่านธนาคารที่อ่อนตัวลงต่อเนื่องในระดับที่น้อยกว่าผู้เล่นอื่น

– กลุ่มกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (TFFIF) TFFIF คือหุ้นที่เราชอบมากที่สุดในกลุ่มนี้เพราะ 1) อายุกองทุนที่เหลืออยู่ถึง 29 ปี 2) กระแสรายได้ที่มั่นคง 3) ความผันผวนต่ำ และ 4)โอกาสที่จะมีการอัดฉีดสินทรัพย์ใหม่จากรัฐบาล

– กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA) เรายังคงมุมมองเป็นบวกต่อกลุ่มนี้ เนื่องจากมีตัวเลขยื่นขอส่งเสริมการลงทุน (FDI) ที่ปรับดีขึ้น กลุ่มการบิน (AOT) เราชอบ AOT เพราะยังคงมองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวปี2562 จะปรับดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/2562 เป็นต้นไป ด้วย แรงหนุนจากฐานนักท่องเที่ยวยุโรปและจีนที่ต่ำในปี 2561ยังคงประมาณการการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2562 ที่ 6.3%

กิตติ เจริญกิจชัยชน
กิตติ เจริญกิจชัยชน

บาทแข็งในระยะสั้น

นายกิตติ เจริญกิจชัยชน ผู้บริหารกลุ่มงานขายอนุพันธ์ทางการเงิน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ผลกระทบของสงครามการค้าจะทำให้ค่าเงินไทยอ่อน ในขณะท่ีตลาดมองว่าเงินบาทไทยเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย โดยตลาดให้ความเห็นว่าที่ค่าเงินบาทเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากบัญชีดุลการค้าเกิน 6,500 ล้านเหรียญ ซึ่งมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกับการเมืองที่เริ่มชัดเจนขึ้น และมีแนวโน้มที่ต่างชาติจะมาลงทุนมากขึ้นด้วย

แม้จะมีกรณีที่สหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตว่าไทยอาจะเป็นประเทศที่แทรกแซงค่าเงิน ซึ่งหมายถึงการแกล้งทำให้ค่าเงินตัวเองอ่อนมาก ๆ เพื่อได้เปรียบทางค่าเงินเมื่อทำการค้ากับสหรัฐฯ นั้น นายกิตติ มองว่าเป็นไปไม่ได้เพราะค่าเงินบาทแข็ง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ส่วนในปี 2562 ประเมินว่าจะหลุดแนวรับ 31.7 บาท/ดอลลาร์ หากกลับขึ้นไปไม่ได้อาจจะมีความเสี่ยงบาทแข็งในช่วงระยะสั้น