Home ลงทุน หุ้น ALLจ่อผุด4โครงการใหม่ ตั้งเป้ายอดพรีเซลล์ 7,000 ล้านบาท

ALLจ่อผุด4โครงการใหม่ ตั้งเป้ายอดพรีเซลล์ 7,000 ล้านบาท

201
0
SHARE

บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 4 โครงการทั้งแนวราบและแนวสูงในปีนี้ ตั้งเป้าทำยอดพรีเซลล์ 7,000 ล้านบาท

บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALL นำโดยนายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(CEO) และนายดุษฎี เล็กยิ้ม ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มงาน การเงิน ชี้แจงผลการดำเนินงานไตรมาสแรกในงาน “Opportunity Day บริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน” จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

นายธนากร กล่าวว่า บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่มีวิสัยทัศน์แตกต่างจากบรัทอื่น โดยบริษัทนั้นมุ่งเน้นสร้างที่อยู่อาศัยอย่างเอาใจใส่โดยมีเป้าหมายผลักดันบริษัทให้ติด 1 ใน 10 ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย ซึ่งบริษัทใส่ใจในเรื่องของการส่งมอบการบริการที่ประทับใจลูกค้า และการสร้างโครงการเพื่อให้ตอบโจทย์วิถีการดำเนินชีวิตของลูกค้าที่หลากหลายกลุ่ม

บริษัทมีแนวคิดในการประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยกัน 3 แนวคิดดังนี้

1.พัฒนาโครงการและออกแบโครงการให้เป็นเอกลักษณ์ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความภาคภิใจที่ได้เป็นลูกค้าในแบรนด์ของบริษัท และยังเป็นการตอบสนองวิถีการดำเนินชีวิตของกลุ่มลูกค้าให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากที่สุดภายใต้การอยู่อาศัยของโครงการที่บริษัทสร้างขึ้น

2.พัฒนาโครงการในสถานี้รัศมีขนส่งมวชชนทางราง สำหรับบรัทจะเน้นพัฒนาโครงการในย่านรถไฟฟ้าสายสีเขียว และสีน้ำเงิน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของกรุงเทพมหานคร และมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนของประชากรเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีลูกค้าที่หลากหลาย โดยบริษัทจะเน้นทำโครงการให้มีพื้นที่ใช้สอยที่สะดวกและมีเฟอร์นิเจอร์ครบ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้ามาอยู่ได้ทันที

3.พิจารณาโอกาสลงทุนซื้อขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างแล้วเสร็จจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งแนวคิดนี้บริษัทจะทำการเข้าไปซื้อผลิตภัณฑ์ที่สร้างเสร็จแล้วจากผู้ผลิตรายย่อยที่ไม่สามารถหาลูกค้าได้ โดยบริษัทจะทำการหาลูกค้าว่ามีความต้องการอะไรให้ได้เสียก่อน จากนั้นจะไปหาสิ่งที่ลูกค้าต้องการตามโครงการต่างๆ เพื่อนำมาขายต่อ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้อีกช่องทางของบริษัทโดยที่ไม่ต้องลงทุนเองและรับภาระเรื่องการก่อสร้าง นอกจากนี้บริษัทยังมีรายได้ส่วนอื่นเช่นการบริหารจัดการนิติบุคคล อีกด้วย

สำหรับพัฒนาการของบริษัทนั้น บริษัทเริ่มเข้าทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มนปี 56 จากการทำโครงการแนวสูงย่านลาซาล ถนนสุขุมวิท เพราะเล็งเห็นถึงโอกาสในการเติบโตที่เมืองจะขยายออกมาชานเมืองมากขึ้นในอนาคตประกอบกับเป็นพื้นที่ที่เดินทางสะดวกเพราะติดกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว และปี 58 บรัทได้เพิ่มทุนจดทะเยีนเป็น 410 ล้านบาท และกลายสภาพบริษัทเป็นมหาชนตั้งแต่นั้นมา

ต่อมาในปี 59 ได้ตั้งบริษัทย่อยชื่อว่า Thai D ขึ้นมาเพื่เป็นนายหน้าในการขายอสังหาริมทรัพย์ ส่วนปี 60 ได้เปิดโครงการใหม่อีก 3 โครงการที่มีมูลค่ารวมกว่า 4,200 ล้านบาท และปี 61 เปิดโครงการเพิ่มอีก 6 โครงการมูลค่ารวม 9,200 ล้านบาท ทำให้จนถึงสิ้นไตรมาส 1 ของปี 62 บริษัทมีโครงการที่เปิดไปแล้วกว่า 18 โครงการ มูลค่ารวมทั้งสิ้น 23,000 ล้านบาท

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของบริษัทแบ่งออกเป็น 4 ประเภทดังนี้

1.กลุ่มผู้มีรายได้ 25,000 บาท – 40,000 บาทต่อเดือน จะป็นกลุ่มที่เป็นเป้าหมายในแบนด์ The Excel โครงการแนวสูงที่อยู่บริเวณรถไฟฟ้าสายสีเขียวและน้ำเงิน แต่จะอยู่ลึกเข้าไปในซอยประมาณ 300-500 เมตร เพื่อให้สามารถได้ที่ดินในราคาถูกลงแต่จะดพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น

2.กลุ่มผู้มีรายได้ 40,000 บาท – 80,000 บาทต่อเดือน จะเป็นกลุ่มที่เป็นเป้าหมายของแบรนด์ The Rise ซึ่งเป็นโครงการแนวสูงติดกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว และน้ำเงิน

3.กลุ่มผู้มีรายได้ 80,000 บาท – 100,000 บาทต่อเดือน จะเป็นกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ The Vision ซึ่งเป็นโครงการทาวน์โฮม 3 ชั้น 5 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ เหมาะกับการอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่

4.กลุ่มผู้มีรายได้ 150,000 บาทต่อเดือน จะเป็นกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ Impression ซึ่งเป็นโครงการบ้านหรู

ขณะที่ช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทได้มีการเปิดตัวโครงการใหม่ไปแล้ว 2 โครงการ คือโครงการทาวน์โฮม The Vision ตั้งอยู่ที่ถนนนวมินทร์ 85 โดยราคาขายอยู่ที่ 3 ล้านบาท – 3.5 ล้านบาท โดยเปิดพรีเซลล์ไปเมื่อช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาและมียอดขายไปแล้ว 96% ของโครงการทั้งหมด ส่วนอีก 1 โครงการคือ Impression Ekkamai โครงการแนวสูงติดรถไฟฟ้ามูลค่าโครงการ 4,700 ล้านบาท

ปี 62 ตั้งเป้าทำยอดพรีเซลล์ 7 พันล้านบาท

ด้านนายดุษฎี กล่าวทิ้งท้ายว่า ณ ไตรมาส 1 บริษัทมี Blacklog มูลค่า 7,212 ล้านบาท จาก 13 โครงการ โดยภายในปีนี้จะสามารถรับรู้รายได้ 3,500 ล้านบาท แบ่งเป็นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 62 สามารถรับรู้รายได้ 1,000 ล้านบาท และช่วงสิ้นปี 62 จะสามารถรับรู้รายได้อีก 2,500 ล้านบาท ซึ่งในปี 63 จะมีโครงการที่เริ่มทยอยก่อสร้างเสร็จสิ้นจะทำให้สามารถรับรู้รายได้ในส่วนที่เหลือครบในปีหน้า

“สำหรับเป้าหมายในปี 62 บริษัทตั้งเป้าจะทำยอดพรีเซลล์ให้ได้ 7,000 ล้านบาท ซึ่ง ณ สิ้นไตรมาส 1 สามารถทำยอดพรีเซลล์ไปได้แล้ว 1,500 ล้านบาท และในช่วงปี 63-65 บริษัทจะมีโครงการ Low-rise ที่ก่อสร้างเสร็จสิ้นพร้อมโอนให้ลูกค้าอีก 4 โครงการ ประกอบกับอีก 3 โครงการที่กำลังพัฒนาโดยคิดเป็นมูลค่ารวมจาก 7 โครงการนี้กว่า 8,800 ล้านบาท”

อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาส 1 ของปี 62 บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 852 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 574 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิ 315 ล้านบาท โดยบริษัทมีทรัพย์สินรวมทั้งหมดเป็นมูลค่า 6,195 ล้านบาท และหนี้สิน 5,326 ล้านบาทจากการกู้เงินมาจากสถาบันการเงินในการก่อสร้างโครงการต่างๆ