Home คอลัมนิสต์ “EARTH” งัดข้อ ก.ล.ต. เดี๋ยวก็รู้หมู่หรือจ่า

“EARTH” งัดข้อ ก.ล.ต. เดี๋ยวก็รู้หมู่หรือจ่า

1145
0
SHARE

11 มิถุนายน 2562 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกข่าวว่าเตรียมเปิดซื้อขายหลักทรัพย์ชั่วคราว 1 เดือนกับหุ้นที่ถูกหยุดพักการซื้อขาย (SP) เป็นเวลานาน อันเป็นที่มาของพาดหัวข่าวในสื่อต่างๆ ว่า ตลาดเตรียมปล่อยผีหุ้นถูก SP

วันถัดมา ผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH และบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC ที่ไม่อยากให้มีการเปิดซื้อขายหุ้นชั่วคราวก็มีการเคลื่อนไหวทันที โดยผู้ถือหุ้น EARTH ได้รวมตัวกันไปขอพบผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งคุณรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ ก.ล.ต. ก็นำทีมผู้บริหาร ออกมาพบกับกลุ่มผู้ถือหุ้นด้วยตนเอง พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นของผู้ลงทุน แต่เนื่องจากเรื่องนี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ใช่ ก.ล.ต. ทาง ก.ล.ต.จึงทำได้แค่ส่งต่อไปยังตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้พิจารณาข้อเรียกร้องของนักลงทุนดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงกำหนดวันประกาศรายชื่อหุ้นในวันที่ 20 มิถุนายน 2562 ทั้งหุ้น EARTH และ IFEC ก็เป็น 2 หุ้นใน 16 หุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดให้ทำการซื้อขายชั่วคราวระหว่างวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2562 โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ผู้ลงทุนศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อหรือขาย

ผมไปค้นข้อมูลดูก็พบว่า เรื่องการเปิดให้ซื้อขายหุ้นชั่วคราวสำหรับหุ้นที่ถูก SP เป็นเวลานานนี้ ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นมาแล้วในช่วงระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึง 26 ตุลาคม 2561  อันนำมาสู่ “ข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการห้ามซื้อหรือขายหลักทรัพย์จดทะเบียนเป็นการชั่วคราว พ.ศ.2562” ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2562

ดังนั้น สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทำในกรณีนี้จึงถูกต้องตามกระบวนการของกฎหมายแล้ว หากจะมีข้อยกเว้นสำหรับบริษัทใดบริษัทหนึ่งก็ต้องไปพึ่งกระบวนการทางศาล นั่นจึงเป็นที่มาของการที่ตัวแทนผู้ถือหุ้น EARTH และ IFEC ไปยื่นร้องต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

หลักใหญ่ใจความของเรื่องนี้ เราต้องไปดูที่หลักการพื้นฐานของการซื้อขายหุ้นที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม ไม่เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกัน นั่นคือเรื่องของ “การเปิดเผยข้อมูล” โดยกฎหมายมีบทลงโทษผู้ที่รู้ข้อมูลมากกว่าและนำข้อมูลนั้นไปใช้ในการตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นเอาเปรียบคนอื่น ที่เรียกว่า “การใช้ข้อมูลภายใน”

จะว่าไปแล้ว ไม่ว่าบริษัทที่เปิดซื้อขายหุ้นอยู่หรือถูก SP ต่างก็อยู่ภายใต้กฎหมายและกฎเกณฑ์เดียวกันในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลและการซื้อขายหุ้น นั่นคือ จะต้องเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่มีผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัทให้ผู้ลงทุนทั่วไปหรือสาธารณชนรับทราบทันทีที่เกิดเหตุการณ์นั้น ถ้ามุบมิบปิดบังซ่อนเร้นอำพราง แล้วเกิดความเสียหายขึ้น ผู้บริหารและกรรมการของบริษัทนั้นจะต้องรับผิดชอบ

ผมกำลังเชื่อมโยงมาที่อีกกรณีหนึ่ง นั่นคือการที่ ก.ล.ต. ออกข่าวฉบับที่ 77/2562 “ก.ล.ต. เตือนผู้ลงทุนให้ใช้ข้อมูลมูลค่ายุติธรรมเหมืองถ่านหิน 2 แห่งที่ประเทศอินโดนีเซีย ที่ EARTH เปิดเผย ด้วยความระมัดระวัง” โดยสรุปเนื้อหาข่าวได้ว่า ก.ล.ต.ทราบว่ารายงานข้อมูลมูลค่ายุติธรรมของเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียที่ผู้บริหาร EARTH เปิดเผยต่อผู้ลงทุนนั้นยังไม่ครบถ้วน เพราะมีรายงานที่บริษัท อีวาย คอร์ปปอเรท แอดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด (EY) ได้จัดทำและส่งให้ EARTH แล้ว แต่ไม่ถูกนำมาเปิดเผย ทั้งๆ ที่ ก.ล.ต.ก็จี้แล้วจี้อีก จนสุดท้ายเมื่อ ก.ล.ต. เห็นว่าทาง EARTH ไม่ยอมเปิดเผยแน่ๆ ก็ได้ใช้กระบวนการตรวจสอบทางลับไปนำข้อมูลนั้นมาเปิดเผยซะเอง เพราะตัวเลขที่ EARTH เผยแพร่ กับตัวเลขของ EY มันแตกต่างกันมากอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ลงทุนควรจะได้รับรู้ทั้ง 2 ฉบับ ก่อนการเปิดซื้อขายหุ้นชั่วคราว

พอ ก.ล.ต. เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ทางบริษัท EARTH ก็ออกมาตอบโต้ว่าบริษัทไม่รับรองรายงานฉบับนั้น และไม่เคยส่งให้ ก.ล.ต. นั่นก็แสดงว่าบริษัทมีข้อมูลฉบับนั้นอยู่แต่จงใจไม่นำส่งเพราะไม่อยากให้ถูกเผยแพร่สู่ผู้ลงทุน

จะเห็นว่าสิ่งที่ ก.ล.ต. ทำก็คือการคุ้มครองผู้ลงทุนให้ได้รับข้อมูลของกิจการอย่างครบถ้วน แต่สิ่งที่ผู้บริหาร EARTH ทำ คือการเลือกให้ข้อมูลเฉพาะส่วนที่ตัวเองอยากจะให้ ซึ่งโดยหลักการแล้วเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะแม้ว่า EARTH ไม่รับรองรายงานฉบับนั้น ก็ควรเปิดเผยให้ผู้ลงทุนทราบตั้งแต่แรก (ได้รับรายงานนั้นมาหลายเดือนแล้ว) พร้อมเหตุผลของกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัท ว่าไม่รับรองเพราะอะไร เพื่อให้ผู้ลงทุนหรือผู้ถือหุ้นนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่การปกปิดข้อมูลไว้เช่นนี้ เพราะไม่เช่นนั้น หากบริษัทอื่นไม่อยากเปิดเผยข้อมูลที่ทางการสั่งให้เปิดเผย แล้วอ้างว่าบริษัทไม่รับรอง แล้วก็เก็บใส่ลิ้นชักไว้ ผู้ลงทุนก็ไม่ได้รับรู้ แบบนี้ตลาดทุนไทยก็คงไม่ต่างอะไรกับแดนสนธยา

ผู้บริหารบริษัทที่มีพฤติกรรมปกปิดบิดเบือนซ่อนเร้นแบบนี้ มีบทลงโทษตามกฎหมายอยู่แล้ว…ต้องติดตามดูกันว่าผู้บังคับใช้กฎหมายจะเอาจริงเอาจังแค่ไหน

 คนดีๆ บริษัทดีๆ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้นมีอยู่ไม่น้อย อย่าปล่อยให้ปลาเน่าไม่กี่ตัวทำให้เสียหายไปหมดทั้งตลาดเลยครับ