Home กองทุน เปิดรายชื่อ LTF/RMF น่าลงทุนส่งท้ายปี จาก 14 บลจ.ชั้นนำ

เปิดรายชื่อ LTF/RMF น่าลงทุนส่งท้ายปี จาก 14 บลจ.ชั้นนำ

1320
0
SHARE
LTF/RMF
WealthMagik เชิญ 14 บลจ.ชั้นนำ แนะนำกองทุน LTF และ RMF ของแต่ละ บลจ. เทียบข้อดีข้อเสียให้นักลงทุนตัดสินใจกันแบบหมัดต่อหมัด ในงาน “LTF/RMF The Battle Day” ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
 

เริ่มที่ KrungsriAsset มีกองทุนที่แนะนำได้แก่กองทุน KFDYNAMIC ซึ่งเป็นกองทุนที่ได้รับรางวัลกองทุนขนาดกลาง และขนาดเล็กยอดเยี่ยม โดยมีการดำเนินงานที่มีจุดเด่นที่จะเลือกหุ้นไม่เกิน 20 ตัว โดยหุ้นที่จะเน้นเข้าไปลงทุนพิเศษที่กลุ่มธนาคาร เพราะมองว่ายังสามารถเติบโตต่อไปได้ ซึ่งที่ผ่านมาราคาโดนกดดันจากปัจจัยหลายอย่างแต่นั่นก็ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

โดยอยากให้ผู้ลงทุนเลือกลงทุนอย่างน้อย 3 ปี เพื่อได้ผลกำไรที่ดี สำหรับการเลือกหุ้น 20 ตัวที่ได้กล่าวไปจะมองการเติบโตของหุ้นภายใน 1 ปี แต่ถ้าเห็นปัจจัยสนับสนุนอื่นก็จะเพิ่มการลงทุนเข้าไปอีก

อีกหนึ่งกอง คือ KFDNMRMF หรือ กองทุนรวมตราสารแห่งทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป ประเภทรับซื้อคืนหน่วยลงทุน ไม่มีการจ่ายเงินปันผล ลงทุนในหุ้นทุนอย่างน้อย 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยจะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลดีและหุ้นที่มีราคาหลักทรัพย์ตามราคาตลาดต่ำถึงปานกลาง
 
ด้าน UOBAM เผยว่า ปัจจัยการลงทุนจะเน้นความสม่ำเสมอในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมา UOB อยู่ในลำดับต้น ๆ ในเรื่องความสม่ำเสมอมาตลอดทำให้เชื่อได้ว่าจะได้ผลตอบแทนที่มั่นคง โดย UOBLTF จะเลือกหุ้นแบบสต๊อคโดยผู้จัดการกองทุนจะไปเยี่ยมบริษัทที่จะเข้าไปลงทุนโดยตรงและวิเคราะห์ข้อมูลเอง ซึ่ง UOBLTF สร้างผลตอบแทน 11.1% ต่อปี ซึ่งถ้าลงทุนกับ UOB เป็นเงิน 5 พันบาท/เดือน ในกองนี้ 10 ปี จะได้เงินกว่า 990,000 บาท รวมต้นและดอกเบี้ย
 
ส่วนอีกกองที่แนะนำของ UOB คือ CG-LTF เปิดกองมาตั้งแต่ปี 2547 โดยมีการเติบโตมา 13.4% ตั้งแต่เปิดกองทุนซึ่งถือเป็นกองทุนที่มีความมั่นคงอีกหนึ่งกอง
 ตัวแทนจาก PhatraAM
ตัวแทนจาก PhatraAM
 ขณะที่ PhatraAM มีกองทุนที่แนะนำได้แก่ Phatra SG-AA RMF ซึ่งเป็นกองทุนที่เน้นการกระจายการลงทุนในทรัพย์สินเพื่อกระจายความเสี่ยงซึ่งจะมีประโยชน์ในการลดความผันผวนของพอร์ต และเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาวได้อีกด้วยซึ่งนโยบายการลงทุนของกองทุนกองนี้จะเน้นเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทุน และอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก
ส่วนอีกหนึ่งกองที่น่าสนใจได้แก่ Phatra SG-AA ซึ่งผู้ลงทุนไม่ต้องกังวลกับการเลือกเพราะจะมีผู้จัดการกองทุนดูแลให้ รวมถึงมีที่ปรึกษาในการลงทุนทรัพย์สินต่าง ๆ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างเปิดขาย IPO จนถึงวันที่ 7 ธ.ค.นี้ และจะเปิดขายอีกครั้งในวันที่ 20 ธ.ค. ซึ่งการกระจายการลงทุนในกองนี้จะมีนักวิเคราะห์คอยประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา
 
และกองสุดท้ายคือ Phatra LTFD เป็นกองทุนที่จะเน้นเข้าไปลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี และมีนักวิเคราะห์ที่ทำงานกับผู้จัดการกองทุนเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดี
 
ด้าน CIMB-Principal มีกองทุนที่แนะนำได้แก่ CIMB Principal LTF ซึ่งเป็นกองทุนที่เปิดมา 7 ปีแล้ว และมีผลกำไรเฉลี่ยปีละ 16% และเป็นกองทุนที่จะเข้าไปลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว
 
ส่วนอีกกองคือ CINB-Principal IPROPRMF จะทำให้การเกษียณเป็นไปอย่างมั่งคั่ง เปิดมา 6 ปีแล้วโดยผลตอบแทนย้อนหลังเฉลี่ย 11.3% เป็นกองทุนที่มีรายได้จากค่าเช่าจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยมีการลงทุนกับ CP Tower, Frasers Centerpoint trust (พลาซ่าที่สิงคโปร์), Capital Land Mall (ห้างสรรพสินค้าใหญ่สุดที่สิงคโปร์), Central, Frsesers Logistic ที่ออสเตรเลีย โดยมีค่าธรรมเนียม 0.8% ต่อปีในกาตจัดการกองทุน ซึ่งการลงทุนในต่างประเทศมีการทำประกันความเสี่ยงจึงไม่เป็นจุดอ่อนให้กับกองทุน
 
ไปต่อที่ PAMC มีกองทุนที่แนะนำ 2 กองนั่นคือ P-LTF โดย 6 เดือนที่ผ่านมาเน้นริชแมเนจเมนจ์ จะทราบทุกรีเทิร์นว่ามาจากไหนตลอดเวลา เพราะมีการวิเคราะห์และคุยกับผู้บริหารของบริษัทที่เข้าไปลงทุนตลอด
 
และกอง PMIXRMF เป็นกองทุนที่มีผลตอบแทนอยู่ 5 อันดับแรกของกองทุนประเภท RMF มาตลอด ซึ่งจะเน้นลงทุนในธุรกิจที่ประเทศไทยยังขาดแคลน และจะไม่ลงทุนในหุ้นที่มีราคาขึ้นมาเยอะเเล้ว
 
ทางด้าน KAsset มีกองทุนที่แนะนำได้แก่ KEQRMF จุดเด่นคือ จะลงทุนในกลุ่มหุ้นใหญ่มีคุณภาพดี พอร์ตฟอลิโอการลงทุนจะไม่เกิน 50 ตัว เทียบกับกองทุนอื่นที่เป็น RMF กองทุนนี้มีผลตอบแทนเป็นอันดับ 1 มาโดยตลอด แสดงถึงความสม่ำเสมอและยังมีนโยบายไปลงทุนที่ต่างประเทศด้วย
 
ส่วนอีกกองคือ KDLTF มีนโยบายการลงทุนเหมือนกับ KEQRMF แต่จะไม่ไปลงทุนที่ต่างประเทศ โดยสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอจ่ายปันผลทุกปีเปิดกองมาแล้ว 11 ปี จ่ายปันผลไปแล้ว 17 ครั้ง เป็นเงิน 8.22 บาท/หน่วย โดยกลุ่มธุรกิจที่จะเข้าไปลงทุนคือกลุ่มธนาคาร, ค้าปลีก, รับเหมาก่อสร้าง และพลังงาน เป็นต้น
 
ส่วน TALISAM มีกองทุนที่แนะนำได้แก่ TLFLEXRMF เป็นกองทุนที่จะเข้าไปลงทุนในหุ้นทั่วไปสามารถถือหุ้นได้ 100% แต่ถ้าตลาดหุ้นไม่ดีก็สามารถหลบไปลงทุนในตราสารหนี้เพื่อรอจังหวะในการกลับมาลงทุนในหุ้นอีกครั้ง

TLDIVLTF-D ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ/หรือ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี รวมถึงมีแนวโน้มที่จ่ายเงินปันผล ตามหลักเกณฑ์คัดเลือกที่บริษัทจัดการกาหนด โดยเฉลี่ย รอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

ตัวแทนจาก SCBAM
ตัวแทนจาก SCBAM
ด้าน SCBAM มีกองทุนที่แนะนำคือ SCBLTSE ซึ่งจะเลือกหุ้นที่คาดว่าจะชนะตลาด 30-50 ตัว และภายใน 1 ปีสามารถสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าเป็นสิ่งที่ผู้จัดการกองทุนตั้งเป้าเอาไว้ โดยจะเลือกหุ้นแบบ Topdown และ Bottom up โดยจะเลือกหุ้นที่สร้างผลตอบแทนในระยะยาว โดยมีทีมผู้จัดการกองทุนทีมเดียวกับกองทุน SCBSE อีกด้วย
 
ส่วนอีกกองคือ SCBRMPOP มีแนวคิดการลงทุนแบบ Global demographic เน้นการลงทุนในหุ้นเติบโตระยะยาว มีการปรับพอร์ตอยู่เรื่อย ๆ โดยปัจจัยที่กระทบหุ้นก็จะสามารถปรับลดได้อย่างรวดเร็ว และมีการศึกษาเทรนด์ของหุ้นแต่ละตัวตลอด
 
ในขณะที่ MAMT มีกองทุนที่แนะนำคือ MS-CORE LTF ซึ่งเป็นกองทุนที่เลือกลงทุนในบริษัทใหญ่เพราะมีความมั่นคง มีกระแสเงินสดที่ดี โดยเน้นลงทุนกับหุ้น ปตท. ซีพี ท่าอากาศยานไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในหุ้นเล็กเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงด้วย
 
และฝั่งของ TFUND มีกองทุนที่แนะนำคือ T-NFRMF เน้นลงทุนกับตราสารหนี้ ซึ่งคาดว่าตราสารไทยยังปลอดภัยน่าลงทุน เพราะไทยมีทุนสำรองประเทศ 2 แสนล้านบาท ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล เงินเฟ้อต่ำ อัตราว่างงานต่ำ และมีหนี้ต่างประเทศต่ำ ในแง่การลงทุนตราสารหนี้จึงน่าสนใจ โดยกองทุนนี้มีทีมงานมากประสบการณ์กว่า 15 ปีคอยดูแล และไม่เคยลงทุนในตราสารหนี้ที่ผิดชำระหนี้ตั้งแต่ปี 40 โดยมีผลงานการดำเนินงาน 5 ดาวจาก Morning Star

T-LowBetaLTFD ลงทุนในตราสารแห่งทุน ที่เป็นหลักทรัพย์ที่มีการเคลื่อนไหวของราคาเมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) 􏰧􏰣􏰀􏰄􏰖􏰎􏰋􏰁􏰌􏰜􏰫􏰋ค่อนข้างต่ำ (Low correlation to the SET Index (low beta)) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน􏰬􏰈􏰑􏰅􏰭􏰕􏰛􏰜􏰑􏰠􏰄􏰏􏰀􏰪􏰆􏰮􏰪􏰚􏰯􏰊􏰛􏰩􏰗􏰣􏰄􏰎􏰀􏰑

ไปต่อที่ KTAM มีกองทุนที่แนะนำคือ K-SET50RMF เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนหุ้นใหญ่ 50 อันดับแรก และยังมีค่าธรรมเนียมการดูแลพอร์ตต่ำเหมาะกับการลงทุนระยะยาว ซึ่งมีความผันผวนต่ำ
 
ส่วนอีกกองคือ KT-PIF เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในอสังหาฯ แนะนำให้ลงทุน 10%-20% ซึ่งมีผลตอบแทนที่ดีกว่าตราสารหนี้ และมีความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้นด้วย ซึ่งมีการไปลงทุนในอสังหาฯที่สิงคโปร์ เป็นการกระจายการลงทุนโดยจะลงทุนที่ไทย 60% และสิงคโปร์ 40% โดยอสังหาฯที่จะได้เข้ามาอยู่ในพอร์ตของกองทุนนี้ต้องเป็นธุรกิจที่มีการจ่ายปันผลระดับ 5.5% อีกด้วย
ตัวแทนจาก TMBAM
ตัวแทนจาก TMBAM
 ด้าน TMBAM มีกองทุนแนะนำได้แก่ JUMBO25DIV LTF โดยจะเลือกหุ้นมาร์เก็ตแคปใหญ่และเลือกหุ้นที่มีการจ่ายปันผล นอกจากนี้ยังเป็นกองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผลปีละ 1-2 ครั้งตั้งแต่เปิดมา 14 ปี จ่ายไปแล้ว 21 ครั้ง คิดเป็นผลตอบแทน 10.74% ต่อปี
 
ส่วนอีกกองที่แนะนำคือ TMB Global Quality Growth RMF เน้นเข้าไปลงทุนในหุ้นคุณภาพดีทั่วโลกและมีการสลับช่วงให้น้ำหนักหุ้นผลตอบแทนระยะยาวชนะดัชนีชี้วัดมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเลือกหุ้นจะพิจารณาจากอัตราการเติบโต ความถูกแพง และการจ่ายปันผล เป็นต้น
 
ส่วน LHFUND มีกองทุนที่แนะนำได้แก่ LHTRMF เป็นกองทุนที่มีผู้จัดการกองทุนเห็นว่าหุ้นดีก็จะซื้อหุ้น 100% แต่หากสถานการณ์ไม่ดีจะปรับลดไปลงทุนในตราสารหนี้แทน เป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 9.7% ซึ่งการลงทุนแนะนำว่าควรลงทุนในช่วงไตรมาส 2 และ 4 เพราะช่วงไตรมาส 1 และ 3 เป็นช่วงที่หุ้นมักขึ้นจากสถิติ 10 ปีที่ผ่านมา

LHSMART-LTF ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียน ตราสารทุน หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิง กับผลตอบแทนของหุ้นหรือกลุ่มหุ้นของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 65% ของ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยจะเลือกพิจารณาลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และ/หรือมีแนวโน้ม จ่ายเงินปันผลสูงเป็นอันดับแรก นอกจากนี้กองทุนอาจลงทุนในหลักทรัพย์ และ/หรือตราสาร

และสุดท้าย ONEAM มีกองทุนที่แนะนำคือ 1SG-LTF เน้นลงทุนในหุ้นไทยแบบแอคทีเลือกหุ้นที่ชนะตลาด โดยมีกลยุทธ์แบบยืดหยุ่นเพราะสามารถลงทุนหุ้นขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ได้ แต่ไม่จ่ายปันผล
 
ส่วนอีกกองคือ one-UGERMF เป็นกิงทุนที่ไปลงทุนหุ้นต่างประเทศเน้นหาหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตภายใน 5 ปีโดยเน้นหุ้นที่มีจุดเด่นเรื่องการเติบโตของรายได้เป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่จะเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ และจีน เป็นหลัก