Home ลงทุน หุ้น PLANET เตรียมรุกบริการอินเทอร์เน็ต-คลาวด์ออฟฟิศ

PLANET เตรียมรุกบริการอินเทอร์เน็ต-คลาวด์ออฟฟิศ

428
0
SHARE

บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน) เตรียมรุกตลาดผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านไฟเบอร์ และบริการคลาวด์ออฟฟิศ หวังสร้างการเติบโต 19% ในปี 62

บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANET นำโดยนายประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์ ประธานกรรมการบริหาร, นายวีรศักดิ์ อาทรชัยกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ และนางสาวรัตนา สุวรรณ รองกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและบัญชี เข้าชี้แจงผลดำเนินงานไตรมาสแรกในงาน “Opportunity Day บริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน” จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

นายประพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีการดำเนินธุรกิจแบ่งออกเป็น 5 ประเภทดังนี้ 1.ขายสินค้า 2.ผู้วางระบบเทคโนโลยี 3.การผลิตสินค้า 4.การบริการก่อนขายและหลังขายรวมไปถึงบริการซ่อม 5.ผู้ให้บริการรายเดือน เช่นให้บริการอินเทอร์เนตผ่านไฟเบอร์ หรือคลาวด์ออฟฟิศ

บริษัทมีเป้าหมายในการดำเนินงานด้วยการเน้นเดินหน้าธุรกิจเพื่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการสื่อสารและโทรคมนาคม ซึ่งจะเน้นสร้างกำไรให้ผู้ถือหุ้น และยังมีเป้าหมายขายสินค้าที่ดีในราคาเหมาะสม โดยมีการให้บริการก่อนและหลังการขายที่มีคุณภาพ

ปัจจุบัน บริษัทดำเนินธุรกิจมาแล้วกว่า 25 ปี โดยเริ่มจากการทำธุรกิจดาวเทียม จากนั้นจึงพัฒนาเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เนตผ่านสายไฟเบอร์รายแรกในประเทศไทย รวมไปถึงการให้บริการคลาวด์ออฟฟิศ

สำหรับจุดแข็งของบริษัท คือมีบุคลากรที่มีคุณภาพโดยมีวิศวกรเกี่ยวกับเทคโนโลยีเป็นกำลังหลักในการพัฒนาสินค้าและบริการ จึงทำให้บริษัทเป็นผู้นำตลาดในอุตสาหกรรนี้มาตลอด ซึ่งธุรกิจนี้ยังมีผู้แข่งขันน้อย จึงเป็นข้อดีในการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้บริษัทยังมีการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์อย่างโซนี่, ทิสโก้ และทาเรส ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของโลก ที่เข้ามาถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีให้กับบริษัทด้วย

ทั้งนี้บริษัทยังมีความสามารถประกอบสินค้าให้เข้าเป็นโครงข่ายเดียวกันแบบครบวงจร ซึ่งลูกค้าหลักของบริษัทจะเป็นหน่วยงานราชการ และหน่วยงานเอกชน ที่ต้องการระบบการสื่อสารที่มีคุณภาพ โดยสามารถใช้บริการบริษัทเดียวและสามารถบริการได้อย่างครบวงจร

นอกจากนี้บริษัทยังมีความสามารถผลิตรถสื่อสารเคลื่อนที่ ซึ่งมีราคา 20-85 ล้านบาท/คัน โดยมีการแข่งขันน้อยในประเทศไทย จึงถือเป็นจุดแข็งอีกด้าน อย่างไรก็ดีบริษัทยังมุ่งเน้นพัฒนาความสามารถด้านต่างๆ เพื่อเตรียมเข้าสู่ตลาด IOT, BIGDATA และ AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกในอนาคตอันใกล้อีกด้วย

สำหรับกลุ่มลุกค้าหลักของบริษัท ประกอบด้วยลูกค้า 5 กลุ่มดังนี้ 1.ธนาคาร 2.คอมเมอร์เชียล 3.ค่ายทหาร 4.หน่วยงานราชการ 5.มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีการขายระบบควบคุมการบิน ด้วยการสื่อสารผ่านดาวเทียมให้ประเทศเมียนมาในอีก 5 สนามบินด้วย

ส่วนผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทในปีนี้จะเน้นเรื่องสมาร์ท ซิตี้ โดยนำระบบทั้งหมดที่บริษัทมีเช่น ระบบไวไฟ โทรศัพท์, โซล่าเซลล์, ไฟฟ้าที่เป็นโซล่า และระบบวัด PM 2.5 มารวมเป็นโซลูชั่นเดียวกัน และนำเสนอให้กับหน่วยงานต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีระบบคลาวด์ออฟฟิศ ซึ่งบริษัทพัฒนามากว่า 2 ปี แล้ว ซึ่งขณะนี้เริ่มมีลูกค้าให้ความสนใจ และมีโครงการใหญ่เข้ามาบ้างแล้ว เพราะการใช้คลาวด์จะช่วยลดงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ เพราะฉะนั้นปีนี้คาดว่าจะเห็นการเติบโตมาก ซึ่งบริษัทถือเป็นผู้ให้บริการรายแรกๆ ในประเทศไทย เชื่อว่าการบริการคลาวด์ จะเป็นธุรกิจที่สร้างการเติบโตให้กับบริษัทเป็นอย่างมากอีก 1 ธุรกิจ

ปี 62 รุกตลาดบริการอินเทอร์เนตและคลาวด์ออฟฟิศ

ด้านนายวีรศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับปี 62 บริษัทมีแผนสร้างอัตราการเติบโตรายได้ 19% โดยจะมุ่งเน้นการขายบริการและเป็นผู้ให้บริการต่างๆ มากขึ้น เนื่องจากธุรกิจการให้บริการสามารถสร้างรายได้มากกว่าการขายสินค้า นอกจากนี้บริษัทต้องการมีธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

“แผนธุรกิจในปีนี้บริษัทตั้งเป้ารุกตลาดการเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ ออฟฟิศ และผู้ให้บริการอินเทอร์เนตผ่านไฟเบอร์ และหวังเห็นการเติบโตของรายได้จากการให้บริการทั้ง 2 ประเภทนี้เพิ่มขึ้น 305% ในคลาวด์ออฟฟิศ และเพิ่มขึ้น 64% ในการให้บริการอินเทอร์เนตผ่านไฟเบอร์ ซึ่งจะทำให้ภาพรวมของบริษัทมีการเติบโตขึ้น 19% ในปีนี้”

ที่ผ่านมาการให้บริการอินเทอร์เนตผ่านไฟเบอร์มีรายได้ต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งบริการนี้มุ่งเน้นลูกค้าในกลุ่มอาคารสูงเป็นหลัก

ณ ไตรมาส 1 ของปี 62 บริษัทมีการติดตั้งอินเทอร์เน็ตผ่านไฟเบอร์ไปแล้ว 74 อาคาร คิดเป็น 46,380 ห้องโดยคาดว่าไตรมาส 2 ของปีนี้จะสามารถเพิ่มจำนวนอาคารได้อีก 5 อาคาร หรือคิดเป็น 2,217 ห้อง ทำให้จบปี 62 บริษัทจะมีตึกที่ใช้อินเทอร์เนตไฟเบอร์ของบริษัททั้งสิน 79 อาคาร และคิดเป็น 48,597 ห้อง

อย่างไรก็ตามบริษัทยังเป็นพันธมิตรกับบริษัทในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถตามไปติดอินเทอร์เน็ตเพิ่มยังโครงการต่างๆ ของบริษัทพันธมิตรในอนาคตได้อีกด้วย

นางสาวรัตนา กล่าวทิ้งท้ายว่า ณ ไตรมาส 1 ของปี 62 บริษัทมีรายได้ทั้งสิ้น 156.9 ล้านบาท โดยช่วงเดียวกันของปีก่อนบริษัทมีรายได้ 209 ล้านบาท เปรียบเทียบแล้วลดลง 52 ล้านบาท เนื่องจากการขายสินค้าลดน้อยลงเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว ส่วนการขายบริการด้านต่างๆ บริษัทยังสามารถรักษาตัวเลขที่ใกล้เคียงกับปีที่แล้วได้

โดยมีสินทรัพย์ทั้งสิ้นมูลค่า 712 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินคงค้างอยู่ที่ 207 ล้านบาท ลดลงจาก 400 ล้านบาทในไตรมาส 4 ของปี 61 เพราะวงเงินระยะสั้นที่บริษัทกู้มาจากธนาคารมีการชำระได้อย่างรวดเร็วขึ้น ส่วนอัตราหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 0.72 เท่า ลดลงมาจากระดับ 0.97 ในไตรมาส 4 ของปี 61